ความรู้เรื่องเบาหวาน

เผยความจริงอันตรายของน้ำตาลในเลือดสูง
ทราบหรือไม่ว่า สถิติเบาหวานทั่วโลก !!!
ปี 2558 มีคนเป็นเบาหวาน 415 ล้านคน
ปีนี้ 2561 อีก 27 ปี ข้างหน้าในปี 2588 คาดว่าจะมีคนเป็นเบาหวาน 642 ล้านคน
1/11 คน เป็นเบาหวาน โดยไม่รู้ตัวทุก 6 วินาที มีคนตายจากเบาหวาน
ส่วนความจริงบ้านเราเมืองไทย ป่วยเป็นโรคเบาหวาน 4 ล้านคน คิดเป็น8%ของประชากร
และ1ใน3 ไม่รู้ว่าตนเป็นเบาหวาน คุณเป็น 1 ใน 3 คน หรือเปล่า
คนอ้วนมีโอกาสเป็นโรคเบาหวานมากว่าคนธรรมดา และมีคนเสียชีวิตจากเบาหวาน ถึง 76,000 คน

เบาหวานกับเชียงดา
ผักเชียงดา เป็นพืชผักไม้เลื้อย ทางภาคเหนือ เถาสีเขียว ทุกส่วนมีน้ำยางสีขาวเหมือนน้ำนม ใบ เดี่ยว รูปกลมรี ท้องใบเขียวแก่กว่าหลังใบ ใบออกตรงข้อเป็นคู่ๆ ยอดอ่อนและใบอ่อนของผักเชียงดา นำมากินเป็นผัก มีรสขมอ่อนๆ และมีสารต้านอนุมูลอิสระสูงมาก และยังเป็นผักที่หมอยาพื้นบ้านใช้เป็นผักเพิ่มกำลังในการทำงานหนักและใช้เป็นยารักษาเบาหวาน นอกจากนี้ผักเชียงดาสามารถนำไปใช้ลดน้ำหนัก เพราะว่าผักเชียงดาช่วยให้มีการนำน้ำตาลไปเผาผลาญมากกว่าการนำไปสร้างเป็นไขมันสะสมอยู่ตามส่วนต่างๆ ของร่างกาย และพบมีรายงานการศึกษาว่าผักเชียงดาสามารถช่วยลดน้ำหนักได้จริง.

เหตุใดผักเชียงดาจึงถูกเรียกว่า “ผู้ฆ่าน้ำตาล”?
     ผักเชียงดา หรือ Gymnema เป็นคำที่มาจากคำว่า Gurmar
ในภาษาฮินดูซึ่งมีความหมายว่า “ผู้ฆ่าน้ำตาล” การที่ผักเชียงดาได้ ชื่อว่าเป็นผู้ฆ่าน้ำตาลนั้น เนื่องจากว่าเมื่อเคี้ยวผักเชียงดาแล้วลองกิน น้ำตาลทรายตามเข้าไป จะทำให้ไม่สามารถรับรู้รสหวานได้และ อีกประการหนึ่งก็คือ ผักเชียงดาสามารถยับยั้งการดูดซึมและลดระดับ น้ำตาลในลำไส้ของทางเดินอาหารในสัตว์และคนได้โดยพบสารสำคัญ

ที่ออกฤทธิ์ทางเภสัชวิทยานี้คือ Gymnemic acid ซึ่งเป็นกรดอินทรีย์ ที่สกัดได้จากใบและรากของผักเชียงดา

ขอบคุณข้อมูลการวิจัยจากองค์การเภสัชกรรม GPO newsletter ปีที่ 22 ฉบับที่4 ประจำเดือน ธันวาคม 2558 กลุ่มวิจัยวัตถุดิบทางเภสัชกรรม

สรุปว่าการทำงานของสารสำคัญในผักเชียงดา Gymnemic acid

  1. ยับยั้งการขนส่งน้ำตาล
  2. ชะลอการดูดซึมน้ำตาลบริเวณลำไส้เล็ก
  3. กระตุ้นการสร้างและซ่อมแซมเบต้าเซลล์ในตับอ่อน
  4. เพิ่มการหลั่งอินซูลิน

ผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มสมุนไพรชนิดแห้ง เชียงดาตรีผลา ตราจินตะวันเฮิร์บ ส่วนประกอบสำคัญ 40% ใช้ผักเชียงดา ในเชียงดามี ฤทธิ์ช่วยสกัดกั้นสารน้ำตาลที่เข้ามาสู่ร่างกายได้ และยังสามารถช่วยควบคุมสมดุลของระดับน้ำตาลในเลือดของผู้ป่วยเบาหวาน

ทั้งชนิดที่พึ่งอินซูลินและชนิดไม่พึ่งอินซูลิน โดยมีรายงานว่ามีผู้ป่วย “บางราย” สามารถรับประทานผักเชียงดาเพียงอย่างเดียวเพื่อควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด ได้โดยไม่ต้องพึ่งยาแผนปัจจุบัน เนื่องจากผักชนิดนี้มีฤทธิ์ฟื้นฟู เบต้าเซลล์ของตับอ่อนที่เป็นอวัยวะช่วยสร้างอินซูลินให้อยู่ในระดับปกติ ส่วนลูกใต้ใบก็ช่วยบำรุงตับ ขับพิษในตับ ลดความเสี่ยงในการเกิดมะเร็งตับ ร่วมกับส่วนประกอบสมุนไพรอื่นๆ ยังจะนำน้ำตาลที่ไหลเวียนอยู่ในเลือดออกนอกร่างกายได้ดีอีกด้วย

เครื่องดื่มสมุนไพรจินตะวัน เชียงดาตรีผลา อธิบายตามแนวทางทฤษฎีแพทย์แผนไทย ในการ ซ่อมบำรุงตับ และตับอ่อนได้ เพราะสมุนไพรเชียงดาและตรีผลามีรสขมจืดเย็นและฝาดมีรสสรรพคุณต่อตับดังที่กล่าวมา

หลักการทำงาน ของผลิตภัณฑ์ คือ

  1. นำน้ำตาลส่วนเกินออกจากระบบเลือด รวมถึงไขมันในเลือดด้วยเช่นกัน
  2. ช่วยลดความร้อนของตับ และอาการอักเสบ และระบายน้ำส่วนเกิน ป้องกันอาการบวมน้ำ และทำให้นอนพักผ่อนได้ง่ายจึงเป็นการเปิดโอกาสให้ร่างกายซ่อมแซมตัวเองอย่างเต็มที่
  3. บำรุงฟื้นฟูตับและตับอ่อน ให้กลับมาทำงานเป็นปกติ จึงถือเป็นการตัดโรคให้หายขาด

หจก. จินตะวันเฮิร์บ เราได้อำนวยความสะดวก ทำเครื่องดื่มสมุนไพรรวมเชียงดา ลดน้ำตาล บำรุงตับ ลดไขมันในตับ อย. เลขที่ 50-2-13158-2-0007

ส่วนประกอบ(ชาสมุนไพรชงดื่ม) มี เชียงดา มะขามป้อม สมอไทย สมอพิเภก เจี่ยวกู้หลาน ลูกใต้ใบ เตยหอม ทานวันละ สองเวลาก่อนอาหารสองมื้อ มื้อไหนก็ได้ มื้อละ 1 ซองเล็ก

ผลลัพธ์อาจแตกต่างไปในแต่ละบุคคล เครื่องดื่มเชียงดาตรีผลาเป็นเพียงตัวช่วย ให้ร่างกายลดการดูดซึมน้ำตาล ขับถ่ายน้ำตาลในเลือด และบำรุงตับให้ทำงานได้ปกติเท่านั้น การจะเห็นดีขึ้นมากนั้น ต้องลดและควบคุมการทานของที่มีรสหวาน แป้ง และ พักผ่อนให้เพียงพอให้ร่างกายได้ซ่อมแซมตัวเองตามธรรมชาติ ครับ

ลิ้งค์สัมภาษณ์ ผลการติดตามลูกค้าที่ทานเครื่องดื่มเชียงดาตรีผลา https://www.youtube.com/watch?v=Axi3jNftl_M&t=7s

ผลลัพธ์อาจแตกต่างไปในแต่ละบุคคล

ติดตาม จินตะวัน เฮิร์บ ติดตามเราได้ที่ line: @jintawan
https://line.me/R/ti/p/%40jintawan
Facebook page: https://www.facebook.com/JINTAWANHERB/
โทรศัพท์ 096-678-9911/ 096-693-9944 / 088-251-9641

คำถามที่พบบ่อย

คำถามที่พบบ่อย

1. เป็นแบบ ต้มตุ๋นเอง ที่มี 3 สมุนไพร เห็ดหูหนู พุทราจีน กับ ขิง และแบบทานเป็นชาได้ผลเหมือนกันไหม

     ตอบ ตามหลักของการปรุงยา การต้มและตุ๋นเหมาะสำหรับการนำตัวยาออกจากสมุนไพรที่มีขนาดใหญ่และแข็ง เช่น เนื้อไม้ หรือในที่นี้ก็คือ พุทราจีนเป็นลูก ต้องใช้เวลานานในการนำออก ส่วนการทำเป็นยาชงหรือชาชง จะทำให้สมุนไพรมีขนาดเล็ก และฆ่าเชื้อด้วยการนึ่ง แล้วนำไปตากและอบอีกครั้งเพื่อนำน้ำส่วนเกินออก แล้วนำมาบดให้มีขนาดเล็กพอที่จะนำตัวยาออกด้วยการชงด้วยน้ำร้อน ข้อดีของวิธีนี้คือสามารถเก็บไว้ได้นานและสะดวกในการนำมาใช้ รวมทั้งให้รสชาติที่ดี ทานได้ง่ายขึ้น

      อีกทั้งเป็นแบบเครื่องดื่มสมุนไพรชงเราเก็บตัวอย่างมาห้าปีตามเทคนิคการทาน 2 ซอง ตอนท้องว่าง หรือก่อนอาหารสองเวลา เก็บผลตอบรับมาเมื่อทานครบ1เดือนได้ผลดีครับ(ผลลัพธ์อาจแตกต่างไปในแต่ละบุคคล)เพราะทำงานแบบ รุ (เอาส่วนเกินออก) ล้อม (ดูแลอาการอักเสบในหลอดเลือดและละลายไขมันในเลือดและผนังหลอดเลือด)ได้ครบระบบ จากเดิมระบบไหลเวียนเลือดดีขึ้นแต่สูตรนี้ยังนำส่วนเกิน ที่เป็นไขมัน ออกจากร่างกายที่ดีกว่าครับ เพราะมีหลินจือที่ดูแลตับเพิ่มเข้ามาด้วย จากเดิม มีแค่ ขิง เห็ดหูหนู พุทราจีน ครับ

2.คนเป็นโรคหัวใจ บายพาสทานได้ไหมคะ

     ตอบ ก็ทานได้ครับ ทานร่วมกับ ยาแผนปัจจุบันได้(ไม่ควรงดยาละลายลิ่มเลือดป้องกันการอุดตันแบบฉุกเฉินของลิ่มเกล็ดเลือดที่หลุดจากการละลายไล่ไขมันออกทีละชั้น) ทานให้ห่างกับยา 3-4 ชั่วโมงครับ หากต้องการข้อมูลเพิ่มเติมสอบถามได้นะครับ ณัฐวัทส์ 0966939944

3. ทานวันละกี่ซอง ทานอย่างไร

     ตอบ ใส่สมุนไพรผสม 1 ซองลงในแก้ว เติมน้ำร้อน150-200 มิลลิลิตร ตั้งทิ้งไว้ให้สมุนไพรละลายประมาณ 2 นาที เติมน้ำร้อนได้สองครั้งในหนึ่งมื้อ ใช้ช้อนนวดซองเบาๆ ช่วยให้สมุนไพรละลายในน้ำร้อนออกมาได้ง่ายขึ้น และเพิ่มรสชาติ หวาน หอม ร้อน ฝาด ขม กลมกล่อมครบรส ทานให้ได้วันละสองซอง แบ่งเป็นสองเวลา ทานตอนช่วงท้องว่างหรือก่อนอาหารเช้า หรือก่อนอาหารกลางวัน หรือก่อนนอน

4.ทานนานเท่าไหร่ถึงจะเห็นผล

     ตอบ สมุนไพรชงดื่มไม่ได้ช่วยแค่เส้นเลือดตีบในสมองแต่หมายรวมถึงเส้นเลือดทั่วร่างกายแล้วแต่การอุดกลั้นเกิดขึ้นที่ไหนอาการมากน้อยของแต่ละคน เช่นถ้าเป็นแค่อาการเวียนหัวปวดหัวตอนเช้า 1-2 อาทิตย์ก็พอจะเห็นความแตกต่างแล้วว่าอาการจะดีขึ้นครับ ส่วนตาก็จะรู้สึกว่ามองเห็นชัดขึ้นครับทั้งหมดผลลัพธ์ที่ได้ขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคล แต่ที่จะเห็นได้ชัดหากลองทานติดต่อกันไปครบ 1 เดือน ไปตรวจเลือด จะพบว่าค่าไขมันที่เกินมาตรฐานจะมีค่าดีขึ้น ไปลองดูตัวอย่างผลลัพธ์ของแต่ละคนได้ตามลิงค์นี้ครับ

เส้นเลือดตีบให้ตาพร่ามัว
https://www.facebook.com/JINTAWANHERB/photos/a.142777622513212.3856.141549702636004/755923761198592/?type=3&theater

ปวดหัวความดัน
https://www.facebook.com/JINTAWANHERB/photos/pcb.615618118562491/615617091895927/?type=3&theater

ไขมันความดัน
https://www.facebook.com/JINTAWANHERB/photos/a.142777622513212.3856.141549702636004/752170698240565/?type=3&theater

https://www.facebook.com/JINTAWANHERB/photos/a.142777622513212.3856.141549702636004/748835901907378/?type=3&theater

https://www.facebook.com/JINTAWANHERB/photos/a.142777622513212.3856.141549702636004/742500032540965/?type=3&theater

     5. ไปบริจาคเลือดมาครับ แล้วเกิดภาวะความดันสูง เกิดจากอะไร ทานตัวนี้จะหายไหม

     ตอบ ก่อนหน้านั้น ถ้าตรวจความดันในภาวะปกติประมาณ 80/120 แต่ภาวะความดันสูงตอนไปบริจาคเลือด อาจเกิดจากความตื่นเต้น ความเครียดหรือกังวล ซึ่งภาวะเหล่านี้ทำให้ความดันโลหิตสูงชั่วคราว และหายได้เองหลังจากหมดความเครียดและความกังวล ไม่ต้องทานชาก็ได้ครับ ส่วนจะทานไว้เพื่อป้องกันภาวะความดันสูงที่เกิดจากการอุดกั้นของระบบไหลเวียนเลือด ทานเครื่องดื่มสมุนไพรจินตะวันช่วยได้ครับ

6. แม่อายุ 72 ปีค่ะ เป็นความดันต่ำ 90/50 ทานได้ไหม ดื่มยังไงค่ะ

     ตอบแนะนำทานเป็นตัวสมุนไพรที่บำรุงต่อมหมวกไตให้ร่างกายแข็งแรงและบำรุงกระดูกเช่นใบบัวบกหรือกระชายแกงก็ได้ครับพวกนี้ยังช่วยลดไขมันในเลือดได้ด้วยแล้วก็ลดไขมันในเลือดก็คือสูตรกระชายใบบัวบกดีกว่าครับเพราะคุณแม่มีความดันไม่สูงอยู่แล้วครับ

7. คนที่ติดเชื้อในกระแสเลือด สามารถกินสมุนไพรลดไขมันนี้ได้ไหม จะมีผลยังไงบ้าง

     ตอบ ทานได้ครับจะมีผลให้เลือดไหลเวียนดีแต่สมุนไพรรวมสูตรนี้ให้รสสุขุมร้อนจะทำให้คนที่ติดเชื้ออาจมีอาการไข้ได้ ผลลัพธ์แล้วแต่บุคคลครับเพราะฉะนั้นแนะนำว่าให้งดดื่มเครื่องดื่มก่อนก็ได้ครับแล้วให้ทานยาต้านเชื้อตามที่แพทย์เจ้าของไข้สั่ง ให้ร่างกายกลับมาเป็นปกติก่อนครับแล้วค่อยกลับมาทานได้ครับ

8.คนที่เป็นมะเร็งทานได้ไหม

     ตอบ ทานได้ครับเหมือนเราทานอาหารที่ประกอบด้วยผักผลไม้ที่ไม่มีเนื้อสัตว์ใหญ่แต่ยังไม่มีผลการวิจัยว่าช่วยลดการลุกลามของมะเร็งครับ

9.เส้นเลือดตีบเป็นอัมพฤกษ์ทานแล้วจะหายหรือเปล่าคะ

     ตอบผลลัพธ์ที่ได้ขึ้นอยู่แต่ละบุคคลครับแต่เท่าที่เก็บผลมาทานร่วมกับการรักษาอื่นๆก็มีอาการดีขึ้นจากการทานเป็นประจำโดยดีขึ้นมากน้อยขึ้นอยู่กับอาการที่เป็นว่าหนักเบาเพียงใดและการปฏิบัติตัวระหว่างรักษาตัวด้วยครับ

10. ถ้าเส้นเลือดฝอยแตกแล้วทานได้ไหม

     ตอบ ทานได้เลยครับสะอาดและปลอดภัยเหมือนทานอาหารที่เป็นพืชผักผลไม้ในรูปแบบของเครื่องดื่มครับเราได้ทำตาม พ.ร.บ. และ อ.ย.ที่ควบคุมขนาดและปริมาณที่ทานต่อวันได้ครับเลขที่ อย. ของเครื่องดื่มสมุนไพรผสมชนิดแห้ง ขิง พุทราจีน เห็ดหูหนู เห็ดหลินจือ คือ 50-2-13158-2-0002 ตรวจสอบเลข อย.ของเราได้ที่ (เติมขีด”-“ในชุดตัวเลขด้วยนะครับ)
http://porta.fda.moph.go.th/FDA_SEARCH_ALL/MAIN/SEARCH_CENTER_MAIN.aspx

11.ของได้ประมาณวันไหน ส่งกี่วันถึง

     ตอบems=>กทม.ใช้เวลา 1วันครับ ส่วน ems=>ต่างจังหวัด 2-3 วันครับ

12. มีเก็บเงินปลายทางไหม

     ตอบ มีครับ, ส่งของแบบเก็บเงินปลายทางของเคอรี่จะเก็บค่าบริการเพิ่มดังนี้ครับ
      แบบเก็บเงินปลายทาง ส่ง Kerry ใช้เวลาจัดส่ง 1-3 วันทำการ ค่าบริการเก็บเงินปลายทางครั้งละ 60 บาท

13.มีบัญชีธนาคารอื่นหรือเปล่า

     ตอบ ตอนนี้มีบัญชีของกสิกรหมายเลข 457-247-5714 และ พร้อมเพย์หมายเลข 0966939944

14.คุณภาพได้เท่าต้มสดหรือเปล่า

     ตอบ ตามหลักของการปรุงยา การต้มและตุ๋นเหมาะสำหรับการนำตัวยาออกจากสมุนไพรที่มีขนาดใหญ่และแข็ง เช่น เนื้อไม้ หรือในที่นี้ก็คือ พุทราจีนเป็นลูก ต้องใช้เวลานานในการนำออก ส่วนการทำเป็นยาชงหรือชาชง จะทำให้สมุนไพรมีขนาดเล็ก และฆ่าเชื้อด้วยการนึ่ง แล้วนำไปตากและอบอีกครั้งเพื่อนำน้ำส่วนเกินออก แล้วนำมาบดให้มีขนาดเล็กพอที่จะนำตัวยาออกด้วยการชงด้วยน้ำร้อน ข้อดีของวิธีนี้คือสามารถเก็บไว้ได้นานและสะดวกในการนำมาใช้ รวมทั้งให้รสชาติที่ดี ทานได้ง่ายขึ้น

15. ถ้าเอาซองเล็กสมุนไพรจินตะวันในห่อขาวเขียว ชงพร้อมกับซองเล็กเชียงดาตรีผลา แบบว่าใส่2ซองในครั้งเดียวได้ไหมครับ

     ตอบ ได้เช่นกันครับ แต่รสร้อนจะน้อยลงจากสุขุมร้อนจะกลายเป็นสุขุมเย็นจะดีเรื่องช่วยเบาหวานมากกว่าการลดไขมันในเลือด

16.แล้วมีผลต่อร่างกายเราไหมครับ

     ตอบ จะรู้สึกแข็งแรงมากขึ้น จากลูกค้าที่ทานมาบอกว่า ทานคู่กันกระชุ่มกระชวยมากกว่าปกติ แต่ถ้ามีอาการร้อนในก็ให้แยกทานครับ

17.ฟอกไตแล้ว กินได้ไหม

     ตอบ ทานได้ครับสมุนไพรนี้ช่วยกลุ่มเส้นเลือดฝอยในไตโล่งขึ้นและสมุนไพรไม่มีแร่ธาตุ หนักให้ไต กรองเพิ่มภาระให้ไตครับถ้ามีอาการบวม น้ำก็ทานวันละแก้ว แทนน้ำที่ต้องดื่ม ในแต่ละวันได้ครับ

ติดตาม จินตะวัน เฮิร์บ ติดตามเราได้ที่ line: @jintawan
https://line.me/R/ti/p/%40jintawan
Facebook page: https://www.facebook.com/JINTAWANHERB/
โทรศัพท์ 096-678-9911/ 096-693-9944 / 088-251-9641  

การทำงานของร่างกาย

ระบบการทำงานของร่างกายการทำงานของร่างกายตามแนวทางแพทย์แผนไทย

          ตามทฤษฎีการแพทย์ไทย กล่าวว่า คนเราเกิดมาในร่างกายประกอบด้วยธาตุทั้งสี่ ดิน น้ำ ลม ไฟ ซึ่งในแต่ละคนจะมีธาตุหลักเป็นธาตุประจำตัว เรียกว่า “ธาตุเจ้าเรือน” ซึ่งธาตุเจ้าเรือนนี้มี 2 ลักษณะ คือ ธาตุเจ้าเรือนเกิด ซึ่งจะเป็นไปตาม วันเดือนปีเกิด และธาตุเจ้าเรือนปัจจุบัน ที่พิจารณาจากบุคลิกลักษณะ อุปนิสัยและภาวะด้านสุขภาพ

เมื่อร่างกายเราประกอบด้วยธาตุสี่ธาตุ คือ ดิน น้ำ ลม ไฟ ได้มารวมกันแล้ว ยังจะเกิดช่องว่างอยู่ระหว่างการรวมตัวของธาตุทั้งสี่นั่นคืออากาศธาตุ ซึ่งเป็นธาตุที่มีไม่มีความหนาแน่น (อากาศธาตุเป็นปลายทางของพลังงานเพราะไม่มีศักย์ใดๆ) มาดูกันครับว่าแต่ละธาตุทำหน้าที่อะไรกันบ้าง

          ธาตุดิน (สมุนไพรประจำกำลังธาตุคือผลดีปลี) คือ องค์ประกอบของสิ่งมีชีวิตที่มีลักษณะมีความคงรูป เช่น อวัยวะต่าง ๆ ธาตุดิน มี 20 ประการ ได้แก่ ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง เนื้อ เส้นเอ็น กระดูก เนื้อเยื่อในกระดูก ม้าม หัวใจ ตับ พังพืด ไต ปอด ไส้ใหญ่ ไส้น้อย เยื่อในสมอง อาหารใหม่ อาหารเก่า (อาหารใหม่คือลมหายใจและสารอาหาร หมายถึงสิ่งที่ร่างกายมนุษย์จำเป็นต้องใช้ ต้องได้รับ ตั้งแต่อยู่ในท้องแม่จนคลอดออกมา เพื่อการมีชีวิตอยู่ อาหารเก่าหมายถึงอาหารใหม่ที่ถูกย่อยและจำแนกว่าเป็นของไม่มีประโยชน์แล้ว หรือ เป็นสารพิษเพื่อทำการทำลายและขับถ่ายต่อไป) ดินจะคงอยู่ ให้พลังงาน ไฟ และ ลม ผลักดันผ่านตัวกลางคือ น้ำ เป็นตัวนำพาไปสู่ขบวนการทำงานของระบบต่างๆในร่างกายและการหมุนเวียนสิ่งที่ดีและไม่ดีเข้าออกร่างกาย เพื่อนำไปสู่การมีชีวิตอยู่อย่างปกติสุข

          ธาตุน้ำ(สมุนไพรประจำกำลังธาตุคือรากช้าพลู) คือองค์ประกอบของสิ่งมีชีวิตที่มีลักษณะเป็นน้ำ เป็นของเหลว มีคุณสมบัติ ไหลไปไหลมา ซึมซับไปในร่างกาย อาศัยธาตุดินเพื่อการคงอยู่ อาศัยธาตุลมเพื่อการเลื่อนไหล ธาตุน้ำภายในมี 12 ประการ ได้แก่ น้ำดี เสลด น้ำหนอง น้ำเลือด น้ำเหงื่อ มันข้น น้ำตา มันเหลว น้ำลาย น้ำมูก น้ำไขข้อ น้ำปัสสาวะ (ระบบไหลเวียนต่างๆในร่างกาย)

          ธาตุลม(สมุนไพรประจำกำลังธาตุคือเถาสะค้าน) คือองค์ประกอบของสิ่งมีชีวิตที่มีความเบา มีลักษณะเคลื่อนไหวได้ ธาตุลมอาศัยธาตุไฟและธาตุน้ำ เป็นเครื่องนำพาพลังให้เกิดความเคลื่อนไหว ขณะเดียวกันธาตุลม ก็ช่วยพยุงธาตุดิน ทำให้เคลื่อนไหวไปมาได้ (ระบบควบคุมหรือระบบประสาท) เช่น การยืน เดิน นั่ง นอน ธาตุลมมี 6 ประการ(แบ่งเป็นลมละเอียดที่ใช้ควบคุมและลมหยาบที่เกิดขึ้นจากระบบหายใจหรือลมในลำไส้)

    •      ลมพัดจากเบื้อล่างสู่เบื้องบน (อุทธังคมาวาตา) รับรู้ความรู้สึกส่งไปยังสมอง
    •      ลมพัดจากเบื้องบนสู่เบื้องล่าง (อโธคมาวาตา) สมองรับความรู้สึกและสั่งการ
    •      ลมพัดอยู่ในท้องนอกลำไส้ (กุจฉิสยาวาตา) ลมที่ใช้บีบรัดผนังท่อลำไส้ ลำเลียงอาหารใหม่-เก่า และท่อกรวยไตบีบรินน้ำเสียไปยัง กระเพาะปัสสาวะ
  •      ลมพัดในกระเพราะอาหารและลำไส้ (โกฎฐาสยาวาตา) ลมที่เกิดจากการย่อยอาหารไม่สมบูรณ์ เกิดของเสียในไส้
  •      ลมพัดทั่วร่างกาย (อังคะมังคานุสารีวาตา) ลมที่ไปสู่ทุกส่วนของร่างกาย
  •      ลมหายใจเข้าออก (อัสสาสะปัสสาสะวาตา) ลมที่รับเข้าทางหลอดลม(ลมเข้าคืออาหารใหม่เพื่อรับอ๊อกชิเจนO2)ออกทางหลอดลม(ลมออกคืออาหารเก่าเพื่อระบายคาร์บอนไดอ๊อกไซด์ CO2)

          ธาตุไฟ (สมุนไพรประจำกำลังธาตุคือรากเจตมูลเพลิง) คือ องค์ประกอบของสิ่งมีชีวิต มีลักษณะที่เป็นความร้อน มีคุณสมบัติ เผาผลาญให้แหลกสลาย ธาตุไฟทำให้ลมและน้ำในร่างกายเคลื่อนที่ด้วยพลังความร้อนอันพอเหมาะ ไฟทำให้ดินอุ่น คืออวัยวะต่างๆไม่เน่า ธาตุไฟมี 4 ประการคือ ไฟที่ทำให้ร่างกายอบอุ่น (สันตัปปัคคี) ปกติร่างกายอุณหภูมิ 37องศาเซลเซียส

  • ไฟที่ทำให้ระส่ำระสาย (ปริทัยหัคคี) ชื่อเรียกไฟที่มากมากเกินหรือน้อยเกิน อุณหภูมิแวดล้อมต่ำมากนี้ระบบลมอัตโนมัติ(ประสาท)จะสั่นกล้ามเนื้อ(เวลาหนาวเราจะตัวสั่น)ให้ร่างกายอุ่นขึ้น ตรงข้ามหากอุณหภูมิร่างกายสูงเช่นขณะตอนเล่นกีฬาออกกำลังกายไฟมากเกินอุณหภูมิร่างกายสูง ระบบลม อัตโนมัติ (ประสาท)จะระบายความร้อนด้วยน้ำเหงื่อ ผ่านรูขมขน
  • ไฟที่ทำให้ร่างกายเหี่ยวแห้งทรุดโทรม (ชิรณัคคี) หากอยู่ในวัยเด็กไฟนี้จะทำให้เรากลายเป็นหนุ่มสาว
  • ไฟย่อยอาหาร (ปริณามัคคี) ที่ตั้งอยู่ที่ตับ ไปทำงานที่ กระเพาะ ลำไส้

          ธาตุอากาศ(สมุนไพรประจำกำลังธาตุคือเหง้าขิง) คือช่องว่างของการรวมกันของธาตุต่างๆ ที่มีขนาดใหญ่สุดที่เรามองเห็นได้ สำหรับผู้ชาย ก็คือ ทวารทั้ง 9 สำหรับผู้หญิง ก็คือ ทวารทั้ง 10 นั้นเอง

การมี พลังงานใดมากเกินไป เราจะเรียกว่า กำเริบ และ พลังงานใด น้อยเกินไปจะเรียกว่า หย่อน ก็จะแสดงอาการต่างๆหากปล่อยให้ดำเนินไปไม่แก้ไขปรับเปลี่ยนรักษา ให้เกิดสมดุลธาตุ ในที่สุดก็จะป่วยเป็นโรคต่างๆถึงตรงนี้เราเรียกว่า พิการ และโรคกระทำต่อธาตุดินแต่ส่วนใดพิการ ก็ได้ชื่อโรค ตามแต่ตำราหรือคัมภีร์ ได้สมมุติชื่อขึ้น

การรักษาสุขภาพร่างกายให้สมดุลขณะที่ร่างกายเข้าสู่วัยเสื่อมถอย นั้นทำได้ดังนี้

1) กินอาหารหลากหลายกินสมดุลลดส่วนเกินที่จะเป็นโทษต่อร่างกาย (เสริมธาตุดินให้แข็งแรง)
2) เพิ่มทานผัก ผลไม้เพื่อช่วยย่อยได้ง่ายและขับถ่ายของเสียออกตามทวาร(อากาศธาตุช่องว่างของร่างกาย)ได้ดีขึ้น
3) ลดอาหารหวานมันเค็มเพื่อลดภาระการทำงานของไฟธาตุ ตับและไต(ตับที่ตั้งของธาตุไฟที่ใหญ่ที่สุด) ที่อ่อนกำลังตามอายุที่มากขึ้น
4) ออกกำลังกายให้สม่ำเสมอให้เหมาะกับวัยเพื่อให้หัวใจแข็งแรงกระตุ้นการไหลเวียนเลือดและน้ำเหลือง เสมหะ(ให้ธาตุลมผลักดันธาตุน้ำลื่นไหลไปส่งสารอาหารทั่วร่างกายและน้ำเหลืองไปกำจัดเชื้อโรค)ไหลเวียนดี
5) ทำใจคิดบวกเพื่อลดความเครียดและลดการทำงานของหัวใจ ให้ควบคุมหทัยวาตะ (ฝึกระบบควบคุมของร่างกาย ธาตุลม) ทำงานอย่างปกติ
6) พักผ่อนให้เพียงพอนอนก่อนสี่ทุ่มให้ร่างกายได้ซ่อมแซม และเวลาพักผ่อนคือเวลาให้ร่างการได้พื้นและกระตุ้นขบวนกาทำงานระบบต่างๆของร่างกาย

ทั้งหมดเพื่อให้ ปิตตะ(ไฟ) วาตะ(ลม) เสมหะ(น้ำ) ทำอยู่ร่วมกัน ควบคุมกัน ส่งเสริมกัน ทำงานไปด้วยกันได้ดี ตามธรรมชาติ เพื่อชะลอความเสื่อมของร่างกายและลดโรคในกลุ่ม NCD (Non Communicable Diseases) โรคความดันสูง โรคเบาหวาน เส้นเลือดอุดตัน หัวใจขาดเลือดและ โรคอ้วน

เรียบเรียงและแปลความโดย นายณัฐวัทส์ บ่างศรีวงษ์
อ้างอิงข้อมูลบางส่วนจากหนังสือ ตำราแพทย์แผนโบราณสาขาเวชกรรม โดย กองการประกอบโรคศิลปะกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ
#จินตะวัน ขอให้มีสุขภาพแข็งแรงมีความสุขทั่วหน้าครับ
สอบถามเพิ่มเติมได้เรื่อง ธาตุเจ้าเรือนของท่านที่ได้ติดตัวมาแต่เกิด เทียบกับสมดุลธาตุปัจจุบันของท่านเพื่อวิเคราะห์จุดอ่อนสุขภาพได้โดย

ติดตาม จินตะวัน เฮิร์บ ติดตามเราได้ที่ line: @jintawan
https://line.me/R/ti/p/%40jintawan
Facebook page: https://www.facebook.com/JINTAWANHERB/
โทรศัพท์ 096-678-9911/ 096-693-9944 / 088-251-9641