เส้นเลือดในสมองตีบ รับมือ และวิธีป้องกัน

เส้นเลือดในสมองตีบ รับมือ และวิธีป้องกัน

วันนี้ทางเราฝากข้อความเกี่ยวกับเส้นเลือดตีบให้ลองไปศึกษาเพิ่มเติมกันดูนะครับ 

    อาการที่ส่งสัญญาณเตือนเฉียบพลัน

    F (Face)      ใบหน้าเบี้ยว ปากเบี้ยว 
   A (Arm)      เดินเซ แขนขาอ่อนแรง หรือชา อ่อนแรงครึ่งซีก 
   S (Speech)      ลิ้นแข็ง พูดไม่ชัด พูดลำบาก 
   T (Time)      ควรมาโรงพยาบาลด้วยความรวดเร็ว ภายใน45นาที

   เส้นเลือดตีบ อาการที่ส่งสัญญาณเตือนล่วงหน้า

    1.อาการมึนหัวปวดหัวตอนเช้า 
    2.อาการบ้านหมุน 
    3.ความดันสูงเกินค่ามาตรฐาน 
    4.ตรวจพบไขมันในเลือดสูง เกินค่ามาตรฐาน 
    5.มีไขมันเส้นเอ็นพังผืดกลุ่มก้อนแข็งเกิดตาม คอ บ่า ไหล่ อาจส่งสัญญาณปวด

   พฤติกรรมที่ส่งผลต่ออาการเส้นเลือดตีบ

    1.พักผ่อนไม่เพียงพอ จึงไม่มีเวลาให้ร่างกายซ่อมแซมตัวเอง 
    2.ดื่มน้ำน้อย ทำให้เลือดน้อยและข้นขึ้น และยังทำให้ระบบขับถ่ายติดขัด 
    3.นอนดึก ตื่นสาย บ่อเกิดโรคอ้วน 
    4.ดื่มน้ำเย็นเป็นประจำ ซึ่งลดประสิทธิภาพระบบย่อยอาหาร ทำให้เกิดลมพิษในร่างกาย 
    5.ชอบทานอาหารมันๆ เช่นเนื้อสัตว์ใหญ่ที่มีไขมันมาก หรือของทอดทำให้เลือดมีไขมันมากจนล้นดันตัวเองเข้าผนังหลอดเลือด 
    6.ชอบดื่มเหล้า เหล้าเป็นสารพิษที่ทำลายตับ ตับจัดการกับไขมัน น้ำตาลไม่ได้เต็มที 
    7.สูบบุหรี่ เป็นสารพิษที่ทำให้ผนังหลอดเลือดเกิดการอักเสบ เกิดแผลและผลึกไขมันเกล็ดเลือดและเส้นใยสะสมบริเวณนั้น 
    8.รับสเตียรอยด์ระงับปวดเป็นประจำ สเตียรอยด์สังเคราะห์มีส่วนที่ทำให้ผนังหลอดเลือดส่วนปลายทำงานผิดปกติ หัวใจเต้นผิดปกติ ร่างกายคุมระดับน้ำตาลในเลือดไม่ได้ 
    9.ขาดการออกกำลังกาย หัวใจอ่อนแรงทำให้ระบบไหลเวียนเลือดไม่มีการถ่ายเทของดีของเสียเท่าที่ควร 
   10.ไม่เคยปรับสมดุล ดูแลระบบหลอดเลือด และการไหลเวียนให้สมดุล 
   11.นั่งนาน เกิดการกดทับ ทำให้ของเสียคั่งค้างบริเวณแข้งขา 
   12.ยืนนานเกินไป หรือบางอาชีพที่ต้องยืนนานๆทั้งวัน 
   13.ทำงานหนักเกินกำลัง เกิดการบาดเจ็บภายใน 
   14.ชอบดื่มน้ำอัดลม มีน้ำตาลมากทำให้เกิดเลือดมีน้ำตาลมาก

ภาวะเส้นเลือดตีบในสมอง เกิดจาก

          1. เส้นเลือด ไม่แข็งแรงหมายถึงไม่ยืดหยุ่นพอ กระด้างจากการได้รับสารพิษ การซ่อมแซมจากการอักเสบเป็นแผล เกล็ดเลือดที่เกาะตัวเพื่อซ่อมแซมผนังหลอดเลือดที่เป็นแผล หากหลุดลอยอยู่ในระบบเลือด มีขนาดใหญ่ก็จะอุดตันเส้นเลือดที่ตีบอยู่แล้วได้ 
          2. ส่วนเกินที่อยู่ในเลือดที่มีมากเกินเช่นไขมันน้ำตาล เลือดข้น ข้นและมีปริมาณหนาแน่นจนดันไขมันให้แทรกตัวในผนังหลอดเลือด หนาขึ้นเรื่อยๆจนอุดตัน หรือเส้นเลือดแตก 
          3. ไขกระดูกทำงานผิดปกติ อาจผลิตมีเกล็ดเลือด หรือเม็ดเลือดในเลือดสูงเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เลือดข้น

          ภาวะเส้นเลือดตีบในสมอง ไม่ได้เกิดจากเชื้อโรค แต่เกิดจากพฤติกรรม ที่สะสมมาเป็นเวลานานหลายปี การอุดตันในเส้นเลือดถึงจะเกิดขึ้นได้ มั่นตรวจสอบตัวเอง และหลีกเลี่ยงพฤติกรรมก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อโรคนะครับ 

     หากต้องการใช้การแพทย์ทางเลือกควบคู่ควรปรึกษาแพทย์เจ้าของไข้ก่อน 

     ถึงแม้การใช้ยาเคมี ไม่ใช่ทางออกที่ดีแต่ก็ไม่ควร งดยาละลายลิ่มเลือด เพื่อป้องกันการอุดกั้นเฉียบพลันของเกล็ดลิ่มเลือดที่หลุดลอยในกระแสเลือด 

     เมื่อรักษาอาการ หายดีแล้ว จึงค่อยงดยาทั้งเคมี หรือสมุนไพรทางเลือก และปรับเปลี่ยนพฤติกรรมให้เหมาะสมเพื่อป้องกันการเกิดอาการหรือโรคกลับคืนมาอีกนะครับ

   #ทานอาหารเป็นยาดีกว่าทานยาเป็นอาหาร 
   #ด้วยความปรารถนาดีจาก จินตะวันเฮิร์บ 
   #ขอบคุณข้อมูลบางส่วนจาก สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ

การดูค่าผลเลือด

          เคยได้ค่าผลตรวจเลือดกลับมาบ้าน แอบงงไม่รู้ว่าค่าต่างๆหมายถึงอะไรบ้างหรือไม่ครับ

        มักมีคนนำผลเลือดมาให้ดูว่าแล้วถามว่าค่านี้ค่านั้น หมายถึงอะไร ทานอาหารแบบนี้แบบนั้นได้ไหม และหวังว่าข้อมูลนี้จะเป็นประโยชน์ต่อทุกคน อย่างน้อยกลับไปหาคุณหมอคราวหน้า จะได้มีเรื่องชวนคุยกับคุณหมอนะครับ ผมก็ไปค้นคว้าหาคำตอบ มาเรียบเรียงให้ตามตัวอย่างลูกค้าของผมคนหนึ่งนะครับ เป็นการบอกความหมายตามค่าเลือด ไม่ใช่การวิเคราะห์ผลเลือดนะครับ เพราะเขามีค่ามาตรฐานให้เทียบเคียงอยู่แล้ว เราดูแค่ว่าค่าผลเลือดของเราผิดปกติที่ตัวไหนครับ

     อันดับแรกเรามาทบทวนวิชาสุขศึกษากันก่อนบางทีเราก็อาจหลงลืมกันไปแล้ว ว่าเลือดนั้นมีความสำคัญต่อร่างกายเรามากแค่ไหน มารู้จักเลือดและส่วนประกอบของเลือดกันก่อนนะครับ เลือดประกอบด้วยสามสิ่งนี้ครับ

  1. น้ำเลือดเป็นของเหลวในสีเหลืองอ่อน มีน้ำและสารหลายชนิดปนอยู่เช่น สารอาหาร เอนไซม์ ฮอร์โมน แก๊ส ของเสียต่างๆ เป็นต้น
  2. เซลล์เม็ดเลือดมีสองชนิดคือ เม็ดเลือดขาว และเม็ดเลือดแดง ซึ่งมีลักษณะและหน้าที่ต่างกันคือ
    เม็ดเลือดแดง มีลักษณะกลมแบน ภายในเม็ดเลือดแดงมีเฮโมโกลบิน ซึ่งเฮโมโกลบินสามารถจับตัวและแยกตัวกับแก๊สออกชิเจนได้ เม็ดเลือดแดงจึงลำเลียงออกชิเจนไปส่วนต่างๆของร่างกายได้ เม็ดเลือดแดงมีอายุ 100-120วัน จะถูกทำลายที่ตับและม้ามโดยไขกระดูกจะสร้างเม็ดเลือดแดงใหม่ขึ้นมาทดแทนครับ
    เม็ดเลือดขาว ถูกสร้างที่ไขกระดูกและม้าม เม็ดเลือดขาวมีอายุ 2-3วัน เม็ดเลือดขาว มีหลายชนิด บางชนิดทำหน้าที่ จับและทำลายาเชื้อโรคและสิ่งแปลกปลอมที่เข้าสู่ร่างกาย และบางชนิดทำหน้าที่สร้างแอนติบอดี ทำให้ร่างกาย มีภูมิคุ้มกันต่อโรค
  3. เกล็ดเลือด ไขกระดูกสร้างขึ้นเพื่อช่วยให้เลือดแข็งตัว และทำให้เลือดหยุดไหลเวลาเกิดบาดแผล

❣ เลือดจะเป็นหนึ่งในองค์ประกอบของระบบไหลเวียนเลือด ระบบไหลเวียนเลือด ทำหน้าที่ลำเลียงสารอาหาร ออกชิเจน ไปยังส่วนต่างๆของร่างกาย และนำของเสียไปยังอวัยวะที่กำจัดของเสียออกร่างกาย ที่อวัยวะตามหน้าที่ (ตับ ไต ม้าม) โดยผ่านหลอดเลือด ในระบบมีอวัยวะส่วนประกอบในการขับเคลื่อนคือ หัวใจ ปอด หลอดเลือด(หลอดเลือดแดง=>หลอดเลือดฝอย=>หลอดเลือดดำ) มาถึงตรงนี้เราพอมองเห็นภาพแล้วว่าเวลาตรวจเลือดเรามองหา จำนวนเม็ดเลือดที่เหมาะสม ขนาดรูปร่างเม็ดเลือดที่ผิดปกติ ส่วนประกอบใดอยู่ในเลือดมากหรือน้อยผิดไปจากค่าเวลาเราเป็นปกติ ก็จะช่วยคุณหมอวินิจฉัยและประเมินการเปลี่ยนแปลงความผิดปกติของอาการป่วยต่างๆได้อย่างแม่นยำครับ ❣

มาดูตัวอย่างค่าผลการตรวจเลือดว่ามีความหมายอะไรบ้างนะครับ
____ค่าที่ได้_____หน่วย____ค่ามาตรฐานปกติ__

Blood Urea Nitrogen 13.19 mg/dL (8 – 20) 
          เป็นการวัดปริมาณไนโตรเจนในกระแสเลือด ร่างกายจะย่อยสลายโปรตีนที่ตับ ชั้นต้น สารของเสีย จะอยู่ในรูปของแอมโมเนีย และต่อจากแอมโมเนีย จึงสร้างเป็นสารยูเรีย และจะนำของเสียดังกล่าวนี้ไปกำจัดผ่านไต เพื่อออกเป็นปัสสาวะต่อไป  หากเหลือค้างในเลือดมากอาจมองได้ว่าร่างกายขาดน้ำหรือมองอีกมุมได้ว่าไตเริ่มมีปัญหาทำงานได้ไม่เต็มที่ได้ค่า จากค่าที่เห็น 13.19 ถือว่าปกติครับ

Creatinine 0.81 mg/dL (0.6 – 1.20)
          ครีอะตินีน เป็นของเสียที่เกิดจากกล้ามเนื้อ จะเกิดขึ้นทุกวัน และมีค่าคงที่ ในปริมาณเท่าๆกันทุกวัน ในแต่ละคน สารนี้จะถูกขับออกจากร่างกายผ่านไต  แต่หากไตทำงานผิดปกติ หรือไตเสื่อม สารนี้จะถูกกรองที่ไตและขับออกทางปัสสาวะ หากเหลือค้างในเลือดมาก อาจมองได้ว่าไตทำงานได้ไม่เต็มที่ จากค่าที่เห็น 0.81 ถือว่าปกติครับ
________________________________________________________

Cholesterol 276 H mg/dL (<200)
         คอเลสเตอรอล คือไขมันชนิดหนึ่งที่พบได้ในส่วนของผนังเซลล์ทุกเซลล์ของคนเรา รวมทั้งเป็นองค์ประกอบของ น้ำดีอีกด้วย ร่างกายของเราจะได้รับคอเลสเตอรอลจาก อาหารที่รับประทานเข้าไปจากภายนอกโดยเฉพาะผลิตภัณฑ์ จากสัตว์ที่มีกรดไขมันอิ่มตัวในปริมาณที่สูง แต่ตับของเรา ก็สามารถสังเคราะห์คอเลสเตอรอลขึ้นเองได้เช่นเดียวกัน ดังนั้นคอเลสเตอรอลที่รับประทานเข้าไปมากเกินพอจึงกลายเป็นส่วนเกินของร่างกาย

ค่าคอเลสเตอรอล รวม คือไขมันรวมของ HDL + LDL + 0.2(Triglyceride) = 276 ตอนนี้มีค่าไขมันรวมเกินอยู่ครับ
         ไขมันเลว LDL วัดโดยตรงจากเลือดได้ในบางโรงพยาบาลเท่านั้น ปกติในคนทั่วไปสูงไม่เกิน 130 เป็นไขมันที่ทำให้เกิดภาวะหลอดเลือดแดงแข็งตัว
          ไขมันดี HDL ควรจะไม่ต่ำกว่า 40 เป็นตัวเก็บกลับไขมันส่วนเกินไปยังตับหรือพูดว่าเป็นตัวป้องกันไม่ให้ไขมันที่ไม่ดี คือ LDL และ ไตรกลีเซอไรด์ ไปพอกสะสมในหลอดเลือดแดง 
     ดังนั้นเราหาค่า LDL โดยประมาณจาก สูตร LDL = ไขมันรวม(276)-((ไขมันดี 40) + (1ใน5ของค่าไตรกรีเซอไรด์ 0.2 x 119=23.8)) 
     ดังนั้น LDL=276-(40+23.8)= 212.2 เทียบกับ 130 ประมาณว่าตอนนี้ไขมันใน LDL ในเลือดเกินนะครับ
จะให้แม่นยำต้องวัดจากค่า LDL และ HDL โดยตรงดีกว่าครับ

Triglyceride 119 mg/dL (<150) 
          ไตรกลีเซอไรด์ คือ อนุภาคไขมันชนิดหนึ่งที่ร่างกายสามารถสร้างขึ้นได้เองในตับหรืออาจจะมาจากอาหารต่างๆที่ทานเข้าไปในแต่ละวัน  ไตรกลีเซอไรด์ ได้มาจากไขมันจากสัตว์และน้ำมันพืชส่วนใหญ่ที่กินกันเข้าไป ถ้ามีมากส่งผลให้ HDL เก็บไขมันส่วนเกินในเลือดได้ไม่หมด จากค่าที่เห็น 119  ถือว่าปกติครับ

________________________________________________________

AST(SGOT) 61 H U/L (0 – 31)
           เอนไซม์ Aspartate transaminase (AST) เป็นเอนไซม์ที่ใช้ช่วยตรวจวินิจฉัยภาวะโรคตับ และภาวะโรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดหัวใจ โดยเอนไซม์ AST พบได้มากที่ตับ และกล้ามเนื้อหัวใจ   หากมีอาการตับอักเสบจากการติดเชื้อหรือจากการดื่มแอลกอฮอล์มาก หรือไขมันพอกตับ ตับจะหลั่งเอนไซม์ ASTออกมาในเลือดมากกว่าปกติ ได้ค่า 61 ดูค่า ALTด้านล่างร่วมด้วยถือว่าตอนนี้ตับมีปัญหาครับ

ALT (SGPT) 65 H U/L (0 – 34)
          เอนไซม์ Alanine transaminase (ALT) คือเอนไซม์ที่ล่องลอยอยู่ในกระแสเลือดซึ่งอาจเกิดจากความเสียหายของอวัยวะใด ๆก็ได้ เอนไซม์จะทำหน้าที่ย่อยโปรตีนอยู่ในตับจะไม่ออกมาอยู่ในเลือด เมื่อตับมีปัญหาตับจะหลั่งเอนไซม์ ALT ออกมาในเลือดมากกว่าปกติ ได้ค่า 65 ถือว่าเกินเยอะเกือบสองเท่าถือว่าตอนนี้มีอะไรบางอย่างขัดขวางการทำงานของตับทำให้ตับมีปัญหาครับ

________________________________________________________

Uric acid 5.3 mg/dL (2.6 – 6.0)
          กรดยูริกนี้ใช้เป็นตัวชี้วัดโรคเก๊าท์ หากเกินมากก็อาจบอกได้ว่าเสี่ยงเป็นโรคโรคเก๊าท์ ได้ค่า 5.3 ถือว่าปกติครับ

________________________________________________________
Hemoglobin A1C (HbA1C) 5.3 mg/ dL (<5.7)
          HbA1C (Hemoglobin A1C) คือระน้ำตาลสะสมในเม็ดเลือดแดง เฉลี่ยตามอายุเม็ดเลือดแดงคือ 90วัน ใช้บอกภาวะเบาหวานให้ความแม่นยำสูงค่าที่ได้ 5.3 ใกล้ค่าสูงสุดตามมาตรฐานแล้วให้ระวังโรคเบาหวานนะครับ
บางโรงพยาบาล ใช้ค่า FBS ตรวจน้ำตาลในเลือด ไม่ใช่น้ำตาลสะสมที่เม็ดเลือดแดงจึงมีความแปรผันตามอาหารที่ทานก่อนมาตรวจให้ความแม่นยำน้อยกว่า

Red Blood Cells 4.53 *10^3/mm3 (4.00 – 5.50)
         จำนวนเซลล์เม็ดเลือดแดง ซึ่งเป็นตัวนำพาออกชิเจนและถ่ายเทคาร์บอนไดออกไซด์ให้เซลล์ต่างๆในร่างกาย มีน้อยไปเซลล์ต่างๆ ก็อาจขาดออกชิเจนทำให้เหนื่อยง่าย ได้ค่า 4.53 ถือว่าปกติครับ

Hemoglobin(Hb) 13.2 g/dL (12.2 – 16.2)
          เป็นน้ำหนักรวมของเฮโมโกลบินซึ่งเป็นส่วนประกอบในเม็ดเลือดแดงทำหน้าที่จับและปล่อยออกซิเจน ได้ค่า 13.2 ถือว่าเป็นปกติ

Hematocrit (HCT) 40.1 % (37.7 – 48.0) 
          ฮีมาโทคริต คือเปอร์เซ็นต์ของเม็ดเลือดแดงต่อปริมาณเลือดทั้งหมดได้ค่า 40.1% ถือว่าปกติครับ

Mean Cell Hemoglobin (MCH) 29.1 pq (27.0 – 32.0)
          Mean Cell Hemoglobin คือ ค่าเฉลี่ยของน้ำหนักฮีโมโกลบินที่มีอยู่ในเม็ดเลือดแดงได้ค่า 29.1 ถือว่าปกติครับ

Mean corpuscular hemoglobin concentration
(MCHC) 32.9 g/dL (32.0 – 36.0) 
          Mean Corpuscular Hemoglobin Concentration (MCHC) คือ ค่าความเข้มข้นเฉลี่ยของฮีโมโกลบินในเม็ดเลือดแดงได้ค่า 32.9 ถือว่าปกติครับ

Red Blood Cell distribution width
(RCDW) 13.7 % (9.0 – 15.0) 
          Red Blood Cell Distribution Width (RCDW) เป็นการวัดความกว้างของการกระจายของขนาดเม็ดเลือดแดงได้ค่า 13.7% ถือว่าปกติครับ

_________________________________________________________

White Blood Cell ค่า % คือค่าเม็ดเลือดขาวทุกชนิดรวมกัน คือ 100%
Neutrophil 39.6 L % (46.5 – 75.0) 
2020 /mm3 (2000 – 7500)
          นิวโตรฟิลเป็นเม็ดเลือดขาวชนิดที่มีมากที่สุด ทำหน้าที่ในการป้องกันการติดเชื้อ แบคทีเรีย ไวรัส เชื้อรา พิษจากสารต่าง หรือต่อสู้กับเซลล์มะเร็ง ได้ค่า 39.6% และ 2020 ถือว่าค่อนไปทางน้อยไปนะครับ

Lymphocyte 47.6 H % (12.0 – 44.0) 
2428 /mm3 (1500 – 4000)
          เม็ดเลือดขาวชนิดลิมโฟไซต์ โดยเม็ดเลือดขาวชนิดนี้ทำหน้าที่ต่อสู้กับการติดเชื้อ และป้องกันการติดเชื้อในครั้งต่อไป ได้ค่า 47.6% ถือว่ามากแต่เป็นเพราะนิวโตรฟิลต่ำคิดเป็นอัตราส่วนจึงเหมือนเม็ดเลือดขาวลิมโฟไซต์มากเกิน แต่ถ้าเกินมากๆ อาจเป็นเพราะมีภาวะติดเชื้อไวรัสครับ  

Monocyte 6.3 % (0.0 – 11.2) 
321 /mm3 (200 – 1000)
          เม็ดเลือดขาวชนิดโมโนไซต์เป็นเม็ดเลือดขาวชนิดที่ทำหน้าที่กำจัดจุลินทรีย์ สิ่งแปลกปลอม และเซลล์ที่ตายแล้วได้ค่า 6.3% และ 321 ถือว่าปกติครับ

Eosinophil 5.5 % (0.0 – 9.5) 
281 /mm3 (40 – 700)
          เม็ดเลือดขาวชนิดอีโอซิโนฟิล เป็นเม็ดเลือดขาวชนิดที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อต่อสู้และป้องกันการติดเชื้อ ปรสิต และทำหน้าที่ควบคุมอาการให้เกิดอาการแพ้และโรคหอบหืดได้ค่า 5.5% และ 281 ถือว่าปกติครับ

______________________________________________________

Basophil 1.0 % (0.0 – 2.5) 
51 /mm3 (0 – 200 )
          เบโซฟิล เป็นตัวสร้างสารป้องกันมิให้เลือดในร่างกายแข็งตัว สร้างสารช่วยขยายผนังของหลอดเลือดได้ค่า 1% และ 51 ถือว่าปกติครับ

______________________________________________________

Platelet count 275 *10^3/mm3 (150 – 450) 
          เป็นการนับจำนวนเกล็ดเลือด บอกถึงจำนวนเกล็ดเลือด มีน้อยเกินเวลามีบาดแผลเลือดจะหยุดไหลช้า ถ้ามีมากเกินไป เกล็ดเลือดก็จะจับเป็นลิ่มเลือดในหลอดเลือดและอาจเป็นสาเหตุของหลอดเลือดตีบตันได้ได้ค่า 275 ถือว่าปกติครับ

Mean platelet volume (MPV) 11.7 fL (6.0 – 12.0) 
          บอกถึงค่าปริมาตรของเกล็ดเลือดเมื่อเทียบกับปริมาตรของเลือด ได้ค่า11.7 ถือว่าปกติครับ

______________________________________________________

อ้างอิงข้อมูลบางส่วน

จาก ตัวอย่างค่าผลเลือดจากลูกค้าจินตะวันเฮิร์บ
บทความการอ่านค่าเลือดของมูลนิธิหมอชาวบ้าน
ตำราเรียนสุขศึกษา ป. 6 – สำนักวิชาการและมาตรฐานการศึกษา
เรียบเรียงแปลความโดย นายณัฐวัทส์ บ่างศรีวงษ์
จินตะวันเฮิร์บ สนับสนุนให้ทานอาหารเป็นยาดีกว่าทานยาเป็นอาหาร ขอให้ทานมีความสุข และสุขภาพแข็งแรงกันทุกคนครับ🙏
ติดตามเราได้ที่ @jintawan 
หรือคลิ๊ก https://line.me/R/ti/p/%40jintawan

เส้นเลือดในสมองตีบ รับมือ และวิธีป้องกัน

 

เส้นเลือดในสมองตีบ รับมือ และวิธีป้องกัน

 

วันนี้ทางเราฝากข้อความเกี่ยวกับเส้นเลือดตีบให้ลองไปศึกษาเพิ่มเติมกันดูนะครับ

5 สัญญาณเตือนล่วงหน้า อาการเส้นเลือดตีบ

1.อาการมึนหัวปวดหัวตอนเช้า
2.ความดันสูงเกินค่ามาตรฐาน ตรวจพบไขมันในเลือดสูง เกินค่ามาตรฐาน
3.มีไขมันเส้นเอ็นพังผืดกลุ่มก้อนแข็งตึงบีบรัดขัดขวางการไหลเวียนเลือด เกิดตาม คอ บ่า ไหล่ อาจส่งสัญญาณปวด
4.เหนื่อยง่ายหายใจเจ็บหน้าอก (ตีบที่หัวใจ)
5.ปลายมือปลายเท้าเย็นหรือชา

อาการที่ส่งสัญญาณเตือนเฉียบพลัน

F (Face)      ใบหน้าเบี้ยว ปากเบี้ยว
A (Arm)      แขนขาอ่อนแรง หรือชา อ่อนแรงครึ่งซีก เดินเซ
S (Speech)      ลิ้นแข็ง พูดไม่ชัด พูดลำบาก
T (Time)       ควรมาโรงพยาบาลด้วยความรวดเร็ว ภายใน45นาที

หากพบอาการดังกล่าวให้ส่งตัวถึงมือหมอให้เร็วที่สุด ถ้าช้ากว่า 4 ชั่วโมงครึ่งมีให้โอกาสเป็นอัมพาตถึง 60% ปลอดภัยเพียง 25 % และเสียชีวิต 15% หรือโทรสายด่วน 1669 เพื่อขอความช่วยเหลือได้ตลอด 24 ชั่วโมง ทุกพื้นที่

พฤติกรรมที่ส่งผลต่ออาการเส้นเลือดตีบ

    • 1.พักผ่อนไม่เพียงพอ จึงไม่มีเวลาให้ร่างกายซ่อมแซมตัวเอง ตามธรรมชาติ
    • 2.ดื่มน้ำน้อย ทำให้น้ำเลือดน้อยและข้นขึ้น และยังทำให้ระบบขับถ่ายติดขัด
    • 3.นอนดึก ทานมื้อดึกมาก ดัชนีมวลกายเกินมาตรฐาน บ่อเกิดโรคอ้วน
    • 4.ดื่มน้ำเย็นเป็นประจำ ซึ่งลดประสิทธิภาพระบบย่อยอาหารเกิดของเสียในไส้ ทำให้ร่างกายดูดซึมลมพิษและของเสียสู่ระบบไหลเวียนเลือด
    • 5.ทานหวานจัด เค็มจัด มันมาก มีผลต่อของส่วนเกินในเลือด ทำให้เลือดข้น หัวใจทำงานหนัก ตับไตทำงานถ่ายของเสียไม่หมดติดค้างอยู่ที่เลือดและผนังเลือดเลือดได้
    • 6.ชอบดื่มเบียร์ สุรา แอลกอฮอร์เป็นสารพิษที่ทำลายตับ ขัดขวางการทำงานตับที่จัดการกับของส่วนเกินหรือของเสียได้ไม่ได้เต็มที
    • 7.สูบบุหรี่ เป็นสารพิษที่ทำให้ผนังหลอดเลือดเกิดการอักเสบ เกิดแผลและผลึกไขมันเกล็ดเลือดและเส้นใยสะสมบริเวณนั้น
    • 8.รับสเตียรอยด์ระงับปวดเป็นประจำ สเตียรอยด์สังเคราะห์มีส่วนที่ทำให้ผนังหลอดเลือดส่วนปลายทำงานผิดปกติ หัวใจเต้นผิดปกติ
    9.ขาดการออกกำลังกาย หัวใจอ่อนแรงทำให้ระบบไหลเวียนเลือดไม่มีการถ่ายเทของดีของเสียได้ดีเท่าที่ควร

ภาวะเส้นเลือดตีบในสมอง เกิดจาก

    • 1.เส้นเลือด ไม่แข็งแรงหมายถึงไม่ยืดหยุ่นพอ กระด้างจากการได้รับสารพิษ การซ่อมแซมจากการอักเสบเป็นแผล เกล็ดเลือดที่เกาะตัวเพื่อซ่อมแซมผนังหลอดเลือดที่เป็นแผล หากหลุดลอยอยู่ในระบบเลือด มีขนาดใหญ่ก็จะอุดตันเส้นเลือดที่ตีบอยู่แล้วได้
    • 2.ส่วนเกินที่อยู่ในเลือดที่มีมากเกินเช่นไขมัน น้ำตาล เลือดข้น ข้นและมีปริมาณหนาแน่นจนดันไขมันให้แทรกตัวในผนังหลอดเลือด หนาขึ้นเรื่อยๆจนอุดตัน หรือเส้นเลือดแตกได้
    3. ไขกระดูกทำงานผิดปกติ อาจผลิตมีเกล็ดเลือด หรือเม็ดเลือดในเลือดสูงเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เลือดข้น
    • ภาวะเส้นเลือดตีบ ไม่ได้เกิดจากเชื้อโรค แต่เกิดจากพฤติกรรม ที่สะสมมาเป็นเวลานานหลายปี การอุดตันในเส้นเลือดถึงจะเกิดขึ้นได้ มั่นตรวจสอบตัวเอง และหลีกเลี่ยงพฤติกรรมก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อโรคนะครับ
    • หากต้องการใช้การแพทย์ทางเลือกควบคู่ควรปรึกษาแพทย์เจ้าของไข้ก่อน
    • ถึงแม้การใช้ยาเคมี ไม่ใช่ทางออกที่ดีแต่ก็ไม่ควร งดยาละลายลิ่มเลือด เพื่อป้องกันการอุดกั้นเฉียบพลันของเกล็ดลิ่มเลือดที่หลุดลอยในกระแสเลือด
    เมื่อรักษาอาการ หายดีแล้ว จึงค่อยงดยาทั้งเคมี หรือสมุนไพรทางเลือก และปรับเปลี่ยนพฤติกรรมให้เหมาะสมเพื่อป้องกันการเกิดอาการหรือโรคกลับคืนมาอีกนะครับ

ทานอาหารเป็นยาดีกว่าทานยาเป็นอาหาร

ด้วยความปรารถนาดีจาก จินตะวันเฮิร์บ

ขอบคุณข้อมูลบางส่วนจาก สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ

ติดตาม จินตะวัน เฮิร์บ ติดตามเราได้ที่ line: @jintawan
https://line.me/R/ti/p/%40jintawan
Facebook page: https://www.facebook.com/JINTAWANHERB/
โทรศัพท์ 096-678-9911/088-251-9541/096-693-9944

ธาตุเจ้าเรือน ดิน น้ำ ลม ไฟ

ธาตุเจ้าเรือน ดิน น้ำ ลม ไฟ

ตามทฤษฎีแพทย์แผนไทย นั้นเราเกิดมาได้จากการประกอบของ ธาตุ ดิน น้ำ ลม ไฟ อากาศ จิตวิญญาณ ส่วนกายหยาบ(มหาภูมิรูป4) ของเรานั้นประกอบด้วย ธาตุดิน น้ำ ลม ไฟ ซึ่งธาตุทั้ง 4 ต้องพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกันอย่างสมดุล จึงจะสามารถมีชีวิตดำรงอยู่ได้อย่างปกติสุข(ไม่ป่วย) ถ้าธาตุใดธาตุหนึ่งเกิด กำเริบ หย่อน หรือพิการ ร่างกายก็จะเกิดอาการเจ็บป่วยขึ้น หลักการรักษาจึง ต้องทำให้ธาตุทั้ง 4 กลับคืนสู่ความสมดุล ร่างกายก็จะหายเจ็บป่วย จะมีธาตุที่มีอิทธิพลต่อตัวเรามากกว่าธาตุอื่น เราเรียกว่าธาตุเจ้าเรือน เรามีธาตุเจ้าเรือนติดตัวกันมาตั้งแต่เกิดครับ ขึ้นอยู่กับ วัน(จันทร์-อาทิตย์) วันที่ เดือน ปีเกิด(ปีนักสัต ชวด ฉลู ขาล ….) มาดูว่าธาตุแต่ละธาตุทำหน้าที่อะไรครับ

ธาตุดิน คือ องค์ประกอบของสิ่งมีชีวิตที่มีลักษณะเป็นของแข็ง มีความคงรูป เช่น อวัยวะต่าง ๆ ธาตุดิน มี 20 ประการ ได้แก่ ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง เนื้อ เส้นเอ็น กระดูก เนื้อเยื่อในกระดูก ม้าม หัวใจ ตับ พังพืด ไต ปอด ไส้ใหญ่ ไส้น้อย อาหารใหม่ อาหารเก่า เยื่อในสมอง

ธาตุน้ำ คือองค์ประกอบของสิ่งมีชีวิตที่มีลักษณะเป็นน้ำ เป็นของเหลว มีคุณสมบัติ ไหลไปไหลมา ซึมซับไปในร่างกาย อาศัยธาตุดินเพื่อการคงอยู่ อาศัยธาตุลมเพื่อการเลื่อนไหล ธาตุน้ำภายในมี 12 ประการ ได้แก่ น้ำดี เสลด น้ำหนอง น้ำเลือด น้ำเหงื่อ มันข้น น้ำตา มันเหลว น้ำลาย น้ำมูก น้ำไขข้อ น้ำปัสสาวะ

ธาตุลม คือ องค์ประกอบของสิ่งมีชีวิตที่มีความเบา มีลักษณะเคลื่อนไหวได้ ธาตุลมอาศัย

ธาตุไฟและธาตุน้ำ เป็นเครื่องนำพาพลังให้เกิดความเคลื่อนไหว ขณะเดียวกันธาตุลม ก็ช่วยพยุงธาตุดิน ทำให้เคลื่อนไหวไปมาได้ เช่น การยืน เดิน นั่ง นอน

ธาตุลมมี 6 ประการ
ลมพัดจากเบื้อล่างสู่เบื้องบน (อุทธังคมาวาตา)
ลมพัดจากเบื้องบนสู่เบื้องล่าง (อโธคมาวาตา)
ลมพัดอยู่ในท้องนอกลำไส้ (กุจฉิสยาวาตา)
ลมพัดในกระเพราะอาหารและลำไส้ (โกฎฐาสยาวาตา)
ลมพัดทั่วร่างกาย (อังคะมังคานุสารีวาตา)
ลมหายใจเข้าออก (อัสสาสะปัสสาสะวาตา)

ธาตุไฟ คือ องค์ประกอบของสิ่งมีชีวิต มีลักษณะที่เป็นความร้อน มีคุณสมบัติ เผาผลาญให้แหลกสลาย ธาตุไฟทำให้ลมและน้ำในร่างกายเคลื่อนที่ด้วยพลังความร้อนอันพอเหมาะ ไฟทำให้ดินอุ่น คืออวัยวะต่างๆไม่เน่า

ธาตุไฟมี 4 ประการคือ
ไฟที่ทำให้ร่างกายอบอุ่น (สันตัปปัคคี)
ไฟที่ทำให้ระส่ำระสาย (ปริทัยหัคคี)
ไฟที่ทำให้ร่างกายเหี่ยวแห้งทรุดโทรม (ชิรณัคคี)
ไฟย่อยอาหาร (ปริณามัคคี)

การทำให้ธาตุทั้งสี่กลับสู่สมดุล ก็ต้องใช้สรรพคุณรสยาต่างๆรวมถึงการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม เพื่อคืนสภาวะสมดุลให้ร่างกายครับ

ธาตุเจ้าเรือน…คืออะไร

ตามทฤษฎีการแพทย์แผนไทย คนเราเกิดมาในร่างกายประกอบด้วยธาตุทั้งสี่คือ ดิน น้ำ ลม ไฟ ซึ่งในแต่ละคนจะมีธาตุหลักเป็นธาตุประจำตัว เรียกว่า “ธาตุเจ้าเรือน” ตามทฤษฎีการแพทย์แผนไทยจะใช้รสชาติของอาหารเป็นยารักษาโรคโดยรสชาติต่างๆ มีผลต่อร่างกาย เมื่อธาตุทั้งสี่ในร่างกายสมดุล เราจะไม่ค่อยเจ็บป่วย

ธาตุดินเจ้าเรือน คือคนที่เกิดเดือนตุลาคม พฤศจิกายน ธันวาคม

บุคลิกลักษณะ มีรูปร่างสูงใหญ่แข็งแรง ล่ำสัน เจ้าเนื้อผิวค่อนข้างคล้ำ ผมดกดำ ข้อกระดูกหลวม เสียงดังหนักแน่น มีน้ำหนักตัวมาก น้ำหนักมักขึ้นเร็วแต่ลงช้า

นิสัย สุขุมรอบคอบ เฉลียวฉลาด จิตใจหนักแน่นมีเป้าหมายในชีวิตสูง ในทางตรงข้ามเป็นคนขี้ใจน้อย เข้าทำนองตัวเท่าช้างใจเท่ามด ดื้อรั้น อารมณ์โกรธรุนแรง เมื่อเกิดความไม่มั่นใจจะเกิดความลังเลและซึมเศร้า

รสชาติอาหารที่ควรทาน คือ รสฝาด หวาน มัน และเค็ม

ตัวย่างผักผลไม้ เครื่องดื่มที่ควรหาทาน น้ำอ้อย น้ำมะพร้าว น้ำมะตูม นมถั่วเหลือง น้ำส้ม น้ำฝรั่งผลไม้เช่นมังคุด ฝรั่ง ถั่วต่างๆ กล้วยดิบ ผักพื้นบ้านเช่น ยอดมะยม สมอไทย กระถินไทย ผักหวาน ขนุนอ่อน สะตอ ผักโขม โสน

เกร็ดความรู้ ผู้มีธาตุเจ้าเรือนเป็นธาตุดิน มักจะไม่ค่อยเจ็บป่วย เพราะธาตุดินเป็นที่ตั้งของกองธาตุ

ธาตุน้ำเจ้าเรือน คือ คนที่เกิดเดือน กรกฎาคม สิงหาคม กันยายน

บุคลิกลักษณะ มีรูปร่างสมบูรณ์ สมส่วน ผิวพรรณสดใส เต่งตึง ตาหวาน ท่าทางเดินมั่นคง ผมดกดำ ทนหิว ทนร้อน ทนเย็นได้ดี เสียงโปร่ง ความรู้สึกทางเพศดี อากัปกิริยามักเฉื่อย และค่อนข้างเกียจคร้าน เจ้าชู้นิดๆ มีความจำดี เป็นนักวางแผนมือฉกาจ ใจกว้างมีเหตุผล สู้ชีวิตในทางตรงข้ามคนธาตุน้ำจะเฉื่อยชาเกียจคร้านตัดสินใจช้าไม่ค่อยเด็ดขาด อารมณ์เสียง่าย ใจอ่อน

รสชาติอาหารที่ควรรับประทาน คือ รสเปรี้ยว และขม

ตัวย่างผักผลไม้ เครื่องดื่มที่ควรหาทานน้ำมะนาว น้ำใบบัวบก น้ำมะเขือเทศ น้ำมะขาม น้ำสับปะรด น้ำกระเจี๊ยบ น้ำมะเฟืองผลไม้ เช่น ส้ม สับปะรด มะยม มะกอก มะดัน กระท้อน

ผักพื้นบ้านเช่น ขี้เหล็ก แคบ้าน ชะมวง ยอดมะกอก ยอดมะขาม มะเขือเครือ สะเดาบ้าน

เกร็ดความรู้ ในช่วงอายุแรกเกิด – 16 ปี มักจะมีอาการเป็นหวัดคัดจมูกตาแฉะ ในฤดูหนาวจะป่วยง่าย เพราะธาตุน้ำกำเริบ

ธาตุลมเจ้าเรือน คือ คนที่เกิดเดือนเมษายน พฤษภาคม มิถุนายน

บุคลิกลักษณะ ผิวหนังแท้หยาบกร้าน รูปร่างโปร่ง ผอมบางข้อกระดูกมักลั่นเมื่อเคลื่อนไหวเร็ว ขี้อิจฉา ขี้ขลาด รักง่ายหน่ายเร็ว ทนหนนาวไม่ค่อยได้ นอนไม่ค่อยหลับ ช่างพูด เสียงต่ำ ออกเสียงไม่ชัดเจน ความรู้สึกทางเพศไม่ค่อยดี เป็นคนชอบเพ้อฝันมีจินตนาการสูง จึงมักเป็นศิลปิน ในทางตรงข้ามมักเป็นคนโมโหง่ายอารมณ์แปรปรวนง่ายไม่มั่นคง ไม่ตรงต่อเวลา

รสชาติอาหารที่ควรรับประทาน คือ รสเผ็ดร้อน

ตัวย่างผักผลไม้ เครื่องดื่มที่ควรหาทานน้ำขิง น้ำตะไคร้ น้ำชา น้ำกานพลูผักพื้นบ้าน ขิง ข่า ตะไคร้ กระชาย พริกไทย ดอกกระเจียว ขมิ้นชัน ชะพลู ผักไผ่ พริกขี้หนูสด สะระแหน่ ผักชีลาว ยี่หร่า

เกร็ดความรู้ ในช่วงอายุ 32 ปีขึ้นไป มักจะมีอาการเวียนหัว หน้ามืด เป็นลมง่าย ในฤดูฝนจะป่วยง่ายธาตุลมกำเริบ

ธาตุไฟเจ้าเรือน คือ คนที่เกิดเดือนมกราคม กุมภาพันธ์ มีนาคม

บุคลิกลักษณะ มักขี้ร้อน ทนร้อนไม่ค่อยได้ หิวบ่อย ทานเก่ง ผม ขนและหนวดอ่อนนิ่ม ผมหงอกเร็ว มักหัวล้าน ผิวหนังย่น ไม่ค่อนอดทน ใจร้อน ข้อกระดูกหลวม มีกลิ่นปาก กลิ่นตัวแรง ความต้องการทางเพศปานกลางเป็นคนมีเหตุผล คล่องแคล่ว มีจิตใจเมตตาอารีมีความสามารถรอบด้าน ตัดสินใจเด็ดขาด ว่องไว เชื่อมั่นในตัวเองสูง ในทางตรงข้ามหงุดหงิดง่ายเครียดง่าย อ่อนไหวเข้าใจยาก มีความอดทนต่อสิ่งรอบด้านต่ำ วู่วาม

รสชาติอาหารที่ควรรับประทาน คือ รสขม เย็นและจืด

ตัวย่างผักผลไม้ เครื่องดื่มที่ควรหาทานน้ำแตงโมปั่น น้ำใบบัวบก น้ำใบเตย น้ำเก๊กฮวย ผลไม้ เช่น แตงโม มันแกว พุทรา แอปเปิ้ลผักพื้นบ้าน เช่น ผักบุ้ง ตำลึง ผักกระเฉด สายบัว ผักกาดจีน ผักกาดนา มะระ ผักปลัง มะรุม มะเขือยาว กุยช่าย

เกร็ดความรู้ ในช่วงอายุ 16-32 ปี มักหงุดหงิดง่ายอารมณ์เสียบ่อย เป็นคนเจ้าอารมณ์ ในฤดูร้อนมักเจ็บป่วยง่าย อาจเป็นไข้ตัวร้อนได้ง่าย เพราะธาตุไฟกำเริบ

ความรู้เรื่องเบาหวาน

เผยความจริงอันตรายของน้ำตาลในเลือดสูง
ทราบหรือไม่ว่า สถิติเบาหวานทั่วโลก !!!
ปี 2558 มีคนเป็นเบาหวาน 415 ล้านคน
ปีนี้ 2561 อีก 27 ปี ข้างหน้าในปี 2588 คาดว่าจะมีคนเป็นเบาหวาน 642 ล้านคน
1/11 คน เป็นเบาหวาน โดยไม่รู้ตัวทุก 6 วินาที มีคนตายจากเบาหวาน
ส่วนความจริงบ้านเราเมืองไทย ป่วยเป็นโรคเบาหวาน 4 ล้านคน คิดเป็น8%ของประชากร
และ1ใน3 ไม่รู้ว่าตนเป็นเบาหวาน คุณเป็น 1 ใน 3 คน หรือเปล่า
คนอ้วนมีโอกาสเป็นโรคเบาหวานมากว่าคนธรรมดา และมีคนเสียชีวิตจากเบาหวาน ถึง 76,000 คน

เบาหวานกับเชียงดา
ผักเชียงดา เป็นพืชผักไม้เลื้อย ทางภาคเหนือ เถาสีเขียว ทุกส่วนมีน้ำยางสีขาวเหมือนน้ำนม ใบ เดี่ยว รูปกลมรี ท้องใบเขียวแก่กว่าหลังใบ ใบออกตรงข้อเป็นคู่ๆ ยอดอ่อนและใบอ่อนของผักเชียงดา นำมากินเป็นผัก มีรสขมอ่อนๆ และมีสารต้านอนุมูลอิสระสูงมาก และยังเป็นผักที่หมอยาพื้นบ้านใช้เป็นผักเพิ่มกำลังในการทำงานหนักและใช้เป็นยารักษาเบาหวาน นอกจากนี้ผักเชียงดาสามารถนำไปใช้ลดน้ำหนัก เพราะว่าผักเชียงดาช่วยให้มีการนำน้ำตาลไปเผาผลาญมากกว่าการนำไปสร้างเป็นไขมันสะสมอยู่ตามส่วนต่างๆ ของร่างกาย และพบมีรายงานการศึกษาว่าผักเชียงดาสามารถช่วยลดน้ำหนักได้จริง.

เหตุใดผักเชียงดาจึงถูกเรียกว่า “ผู้ฆ่าน้ำตาล”?
     ผักเชียงดา หรือ Gymnema เป็นคำที่มาจากคำว่า Gurmar
ในภาษาฮินดูซึ่งมีความหมายว่า “ผู้ฆ่าน้ำตาล” การที่ผักเชียงดาได้ ชื่อว่าเป็นผู้ฆ่าน้ำตาลนั้น เนื่องจากว่าเมื่อเคี้ยวผักเชียงดาแล้วลองกิน น้ำตาลทรายตามเข้าไป จะทำให้ไม่สามารถรับรู้รสหวานได้และ อีกประการหนึ่งก็คือ ผักเชียงดาสามารถยับยั้งการดูดซึมและลดระดับ น้ำตาลในลำไส้ของทางเดินอาหารในสัตว์และคนได้โดยพบสารสำคัญ

ที่ออกฤทธิ์ทางเภสัชวิทยานี้คือ Gymnemic acid ซึ่งเป็นกรดอินทรีย์ ที่สกัดได้จากใบและรากของผักเชียงดา

ขอบคุณข้อมูลการวิจัยจากองค์การเภสัชกรรม GPO newsletter ปีที่ 22 ฉบับที่4 ประจำเดือน ธันวาคม 2558 กลุ่มวิจัยวัตถุดิบทางเภสัชกรรม

สรุปว่าการทำงานของสารสำคัญในผักเชียงดา Gymnemic acid

  1. ยับยั้งการขนส่งน้ำตาล
  2. ชะลอการดูดซึมน้ำตาลบริเวณลำไส้เล็ก
  3. กระตุ้นการสร้างและซ่อมแซมเบต้าเซลล์ในตับอ่อน
  4. เพิ่มการหลั่งอินซูลิน

ผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มสมุนไพรชนิดแห้ง เชียงดาตรีผลา ตราจินตะวันเฮิร์บ ส่วนประกอบสำคัญ 40% ใช้ผักเชียงดา ในเชียงดามี ฤทธิ์ช่วยสกัดกั้นสารน้ำตาลที่เข้ามาสู่ร่างกายได้ และยังสามารถช่วยควบคุมสมดุลของระดับน้ำตาลในเลือดของผู้ป่วยเบาหวาน

ทั้งชนิดที่พึ่งอินซูลินและชนิดไม่พึ่งอินซูลิน โดยมีรายงานว่ามีผู้ป่วย “บางราย” สามารถรับประทานผักเชียงดาเพียงอย่างเดียวเพื่อควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด ได้โดยไม่ต้องพึ่งยาแผนปัจจุบัน เนื่องจากผักชนิดนี้มีฤทธิ์ฟื้นฟู เบต้าเซลล์ของตับอ่อนที่เป็นอวัยวะช่วยสร้างอินซูลินให้อยู่ในระดับปกติ ส่วนลูกใต้ใบก็ช่วยบำรุงตับ ขับพิษในตับ ลดความเสี่ยงในการเกิดมะเร็งตับ ร่วมกับส่วนประกอบสมุนไพรอื่นๆ ยังจะนำน้ำตาลที่ไหลเวียนอยู่ในเลือดออกนอกร่างกายได้ดีอีกด้วย

เครื่องดื่มสมุนไพรจินตะวัน เชียงดาตรีผลา อธิบายตามแนวทางทฤษฎีแพทย์แผนไทย ในการ ซ่อมบำรุงตับ และตับอ่อนได้ เพราะสมุนไพรเชียงดาและตรีผลามีรสขมจืดเย็นและฝาดมีรสสรรพคุณต่อตับดังที่กล่าวมา

หลักการทำงาน ของผลิตภัณฑ์ คือ

  1. นำน้ำตาลส่วนเกินออกจากระบบเลือด รวมถึงไขมันในเลือดด้วยเช่นกัน
  2. ช่วยลดความร้อนของตับ และอาการอักเสบ และระบายน้ำส่วนเกิน ป้องกันอาการบวมน้ำ และทำให้นอนพักผ่อนได้ง่ายจึงเป็นการเปิดโอกาสให้ร่างกายซ่อมแซมตัวเองอย่างเต็มที่
  3. บำรุงฟื้นฟูตับและตับอ่อน ให้กลับมาทำงานเป็นปกติ จึงถือเป็นการตัดโรคให้หายขาด

หจก. จินตะวันเฮิร์บ เราได้อำนวยความสะดวก ทำเครื่องดื่มสมุนไพรรวมเชียงดา ลดน้ำตาล บำรุงตับ ลดไขมันในตับ อย. เลขที่ 50-2-13158-2-0007

ส่วนประกอบ(ชาสมุนไพรชงดื่ม) มี เชียงดา มะขามป้อม สมอไทย สมอพิเภก เจี่ยวกู้หลาน ลูกใต้ใบ เตยหอม ทานวันละ สองเวลาก่อนอาหารสองมื้อ มื้อไหนก็ได้ มื้อละ 1 ซองเล็ก

ผลลัพธ์อาจแตกต่างไปในแต่ละบุคคล เครื่องดื่มเชียงดาตรีผลาเป็นเพียงตัวช่วย ให้ร่างกายลดการดูดซึมน้ำตาล ขับถ่ายน้ำตาลในเลือด และบำรุงตับให้ทำงานได้ปกติเท่านั้น การจะเห็นดีขึ้นมากนั้น ต้องลดและควบคุมการทานของที่มีรสหวาน แป้ง และ พักผ่อนให้เพียงพอให้ร่างกายได้ซ่อมแซมตัวเองตามธรรมชาติ ครับ

ลิ้งค์สัมภาษณ์ ผลการติดตามลูกค้าที่ทานเครื่องดื่มเชียงดาตรีผลา https://www.youtube.com/watch?v=Axi3jNftl_M&t=7s

ผลลัพธ์อาจแตกต่างไปในแต่ละบุคคล

ติดตาม จินตะวัน เฮิร์บ ติดตามเราได้ที่ line: @jintawan
https://line.me/R/ti/p/%40jintawan
Facebook page: https://www.facebook.com/JINTAWANHERB/
โทรศัพท์ 096-678-9911/ 096-693-9944 / 088-251-9641

คำถามที่พบบ่อย

คำถามที่พบบ่อย

1. เป็นแบบ ต้มตุ๋นเอง ที่มี 3 สมุนไพร เห็ดหูหนู พุทราจีน กับ ขิง และแบบทานเป็นชาได้ผลเหมือนกันไหม

     ตอบ ตามหลักของการปรุงยา การต้มและตุ๋นเหมาะสำหรับการนำตัวยาออกจากสมุนไพรที่มีขนาดใหญ่และแข็ง เช่น เนื้อไม้ หรือในที่นี้ก็คือ พุทราจีนเป็นลูก ต้องใช้เวลานานในการนำออก ส่วนการทำเป็นยาชงหรือชาชง จะทำให้สมุนไพรมีขนาดเล็ก และฆ่าเชื้อด้วยการนึ่ง แล้วนำไปตากและอบอีกครั้งเพื่อนำน้ำส่วนเกินออก แล้วนำมาบดให้มีขนาดเล็กพอที่จะนำตัวยาออกด้วยการชงด้วยน้ำร้อน ข้อดีของวิธีนี้คือสามารถเก็บไว้ได้นานและสะดวกในการนำมาใช้ รวมทั้งให้รสชาติที่ดี ทานได้ง่ายขึ้น

      อีกทั้งเป็นแบบเครื่องดื่มสมุนไพรชงเราเก็บตัวอย่างมาห้าปีตามเทคนิคการทาน 2 ซอง ตอนท้องว่าง หรือก่อนอาหารสองเวลา เก็บผลตอบรับมาเมื่อทานครบ1เดือนได้ผลดีครับ(ผลลัพธ์อาจแตกต่างไปในแต่ละบุคคล)เพราะทำงานแบบ รุ (เอาส่วนเกินออก) ล้อม (ดูแลอาการอักเสบในหลอดเลือดและละลายไขมันในเลือดและผนังหลอดเลือด)ได้ครบระบบ จากเดิมระบบไหลเวียนเลือดดีขึ้นแต่สูตรนี้ยังนำส่วนเกิน ที่เป็นไขมัน ออกจากร่างกายที่ดีกว่าครับ เพราะมีหลินจือที่ดูแลตับเพิ่มเข้ามาด้วย จากเดิม มีแค่ ขิง เห็ดหูหนู พุทราจีน ครับ

2.คนเป็นโรคหัวใจ บายพาสทานได้ไหมคะ

     ตอบ ก็ทานได้ครับ ทานร่วมกับ ยาแผนปัจจุบันได้(ไม่ควรงดยาละลายลิ่มเลือดป้องกันการอุดตันแบบฉุกเฉินของลิ่มเกล็ดเลือดที่หลุดจากการละลายไล่ไขมันออกทีละชั้น) ทานให้ห่างกับยา 3-4 ชั่วโมงครับ หากต้องการข้อมูลเพิ่มเติมสอบถามได้นะครับ ณัฐวัทส์ 0966939944

3. ทานวันละกี่ซอง ทานอย่างไร

     ตอบ ใส่สมุนไพรผสม 1 ซองลงในแก้ว เติมน้ำร้อน150-200 มิลลิลิตร ตั้งทิ้งไว้ให้สมุนไพรละลายประมาณ 2 นาที เติมน้ำร้อนได้สองครั้งในหนึ่งมื้อ ใช้ช้อนนวดซองเบาๆ ช่วยให้สมุนไพรละลายในน้ำร้อนออกมาได้ง่ายขึ้น และเพิ่มรสชาติ หวาน หอม ร้อน ฝาด ขม กลมกล่อมครบรส ทานให้ได้วันละสองซอง แบ่งเป็นสองเวลา ทานตอนช่วงท้องว่างหรือก่อนอาหารเช้า หรือก่อนอาหารกลางวัน หรือก่อนนอน

4.ทานนานเท่าไหร่ถึงจะเห็นผล

     ตอบ สมุนไพรชงดื่มไม่ได้ช่วยแค่เส้นเลือดตีบในสมองแต่หมายรวมถึงเส้นเลือดทั่วร่างกายแล้วแต่การอุดกลั้นเกิดขึ้นที่ไหนอาการมากน้อยของแต่ละคน เช่นถ้าเป็นแค่อาการเวียนหัวปวดหัวตอนเช้า 1-2 อาทิตย์ก็พอจะเห็นความแตกต่างแล้วว่าอาการจะดีขึ้นครับ ส่วนตาก็จะรู้สึกว่ามองเห็นชัดขึ้นครับทั้งหมดผลลัพธ์ที่ได้ขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคล แต่ที่จะเห็นได้ชัดหากลองทานติดต่อกันไปครบ 1 เดือน ไปตรวจเลือด จะพบว่าค่าไขมันที่เกินมาตรฐานจะมีค่าดีขึ้น ไปลองดูตัวอย่างผลลัพธ์ของแต่ละคนได้ตามลิงค์นี้ครับ

เส้นเลือดตีบให้ตาพร่ามัว
https://www.facebook.com/JINTAWANHERB/photos/a.142777622513212.3856.141549702636004/755923761198592/?type=3&theater

ปวดหัวความดัน
https://www.facebook.com/JINTAWANHERB/photos/pcb.615618118562491/615617091895927/?type=3&theater

ไขมันความดัน
https://www.facebook.com/JINTAWANHERB/photos/a.142777622513212.3856.141549702636004/752170698240565/?type=3&theater

https://www.facebook.com/JINTAWANHERB/photos/a.142777622513212.3856.141549702636004/748835901907378/?type=3&theater

https://www.facebook.com/JINTAWANHERB/photos/a.142777622513212.3856.141549702636004/742500032540965/?type=3&theater

     5. ไปบริจาคเลือดมาครับ แล้วเกิดภาวะความดันสูง เกิดจากอะไร ทานตัวนี้จะหายไหม

     ตอบ ก่อนหน้านั้น ถ้าตรวจความดันในภาวะปกติประมาณ 80/120 แต่ภาวะความดันสูงตอนไปบริจาคเลือด อาจเกิดจากความตื่นเต้น ความเครียดหรือกังวล ซึ่งภาวะเหล่านี้ทำให้ความดันโลหิตสูงชั่วคราว และหายได้เองหลังจากหมดความเครียดและความกังวล ไม่ต้องทานชาก็ได้ครับ ส่วนจะทานไว้เพื่อป้องกันภาวะความดันสูงที่เกิดจากการอุดกั้นของระบบไหลเวียนเลือด ทานเครื่องดื่มสมุนไพรจินตะวันช่วยได้ครับ

6. แม่อายุ 72 ปีค่ะ เป็นความดันต่ำ 90/50 ทานได้ไหม ดื่มยังไงค่ะ

     ตอบแนะนำทานเป็นตัวสมุนไพรที่บำรุงต่อมหมวกไตให้ร่างกายแข็งแรงและบำรุงกระดูกเช่นใบบัวบกหรือกระชายแกงก็ได้ครับพวกนี้ยังช่วยลดไขมันในเลือดได้ด้วยแล้วก็ลดไขมันในเลือดก็คือสูตรกระชายใบบัวบกดีกว่าครับเพราะคุณแม่มีความดันไม่สูงอยู่แล้วครับ

7. คนที่ติดเชื้อในกระแสเลือด สามารถกินสมุนไพรลดไขมันนี้ได้ไหม จะมีผลยังไงบ้าง

     ตอบ ทานได้ครับจะมีผลให้เลือดไหลเวียนดีแต่สมุนไพรรวมสูตรนี้ให้รสสุขุมร้อนจะทำให้คนที่ติดเชื้ออาจมีอาการไข้ได้ ผลลัพธ์แล้วแต่บุคคลครับเพราะฉะนั้นแนะนำว่าให้งดดื่มเครื่องดื่มก่อนก็ได้ครับแล้วให้ทานยาต้านเชื้อตามที่แพทย์เจ้าของไข้สั่ง ให้ร่างกายกลับมาเป็นปกติก่อนครับแล้วค่อยกลับมาทานได้ครับ

8.คนที่เป็นมะเร็งทานได้ไหม

     ตอบ ทานได้ครับเหมือนเราทานอาหารที่ประกอบด้วยผักผลไม้ที่ไม่มีเนื้อสัตว์ใหญ่แต่ยังไม่มีผลการวิจัยว่าช่วยลดการลุกลามของมะเร็งครับ

9.เส้นเลือดตีบเป็นอัมพฤกษ์ทานแล้วจะหายหรือเปล่าคะ

     ตอบผลลัพธ์ที่ได้ขึ้นอยู่แต่ละบุคคลครับแต่เท่าที่เก็บผลมาทานร่วมกับการรักษาอื่นๆก็มีอาการดีขึ้นจากการทานเป็นประจำโดยดีขึ้นมากน้อยขึ้นอยู่กับอาการที่เป็นว่าหนักเบาเพียงใดและการปฏิบัติตัวระหว่างรักษาตัวด้วยครับ

10. ถ้าเส้นเลือดฝอยแตกแล้วทานได้ไหม

     ตอบ ทานได้เลยครับสะอาดและปลอดภัยเหมือนทานอาหารที่เป็นพืชผักผลไม้ในรูปแบบของเครื่องดื่มครับเราได้ทำตาม พ.ร.บ. และ อ.ย.ที่ควบคุมขนาดและปริมาณที่ทานต่อวันได้ครับเลขที่ อย. ของเครื่องดื่มสมุนไพรผสมชนิดแห้ง ขิง พุทราจีน เห็ดหูหนู เห็ดหลินจือ คือ 50-2-13158-2-0002 ตรวจสอบเลข อย.ของเราได้ที่ (เติมขีด”-“ในชุดตัวเลขด้วยนะครับ)
http://porta.fda.moph.go.th/FDA_SEARCH_ALL/MAIN/SEARCH_CENTER_MAIN.aspx

11.ของได้ประมาณวันไหน ส่งกี่วันถึง

     ตอบems=>กทม.ใช้เวลา 1วันครับ ส่วน ems=>ต่างจังหวัด 2-3 วันครับ

12. มีเก็บเงินปลายทางไหม

     ตอบ มีครับ, ส่งของแบบเก็บเงินปลายทางของเคอรี่จะเก็บค่าบริการเพิ่มดังนี้ครับ
      แบบเก็บเงินปลายทาง ส่ง Kerry ใช้เวลาจัดส่ง 1-3 วันทำการ ค่าบริการเก็บเงินปลายทางครั้งละ 60 บาท

13.มีบัญชีธนาคารอื่นหรือเปล่า

     ตอบ ตอนนี้มีบัญชีของกสิกรหมายเลข 457-247-5714 และ พร้อมเพย์หมายเลข 0966939944

14.คุณภาพได้เท่าต้มสดหรือเปล่า

     ตอบ ตามหลักของการปรุงยา การต้มและตุ๋นเหมาะสำหรับการนำตัวยาออกจากสมุนไพรที่มีขนาดใหญ่และแข็ง เช่น เนื้อไม้ หรือในที่นี้ก็คือ พุทราจีนเป็นลูก ต้องใช้เวลานานในการนำออก ส่วนการทำเป็นยาชงหรือชาชง จะทำให้สมุนไพรมีขนาดเล็ก และฆ่าเชื้อด้วยการนึ่ง แล้วนำไปตากและอบอีกครั้งเพื่อนำน้ำส่วนเกินออก แล้วนำมาบดให้มีขนาดเล็กพอที่จะนำตัวยาออกด้วยการชงด้วยน้ำร้อน ข้อดีของวิธีนี้คือสามารถเก็บไว้ได้นานและสะดวกในการนำมาใช้ รวมทั้งให้รสชาติที่ดี ทานได้ง่ายขึ้น

15. ถ้าเอาซองเล็กสมุนไพรจินตะวันในห่อขาวเขียว ชงพร้อมกับซองเล็กเชียงดาตรีผลา แบบว่าใส่2ซองในครั้งเดียวได้ไหมครับ

     ตอบ ได้เช่นกันครับ แต่รสร้อนจะน้อยลงจากสุขุมร้อนจะกลายเป็นสุขุมเย็นจะดีเรื่องช่วยเบาหวานมากกว่าการลดไขมันในเลือด

16.แล้วมีผลต่อร่างกายเราไหมครับ

     ตอบ จะรู้สึกแข็งแรงมากขึ้น จากลูกค้าที่ทานมาบอกว่า ทานคู่กันกระชุ่มกระชวยมากกว่าปกติ แต่ถ้ามีอาการร้อนในก็ให้แยกทานครับ

17.ฟอกไตแล้ว กินได้ไหม

     ตอบ ทานได้ครับสมุนไพรนี้ช่วยกลุ่มเส้นเลือดฝอยในไตโล่งขึ้นและสมุนไพรไม่มีแร่ธาตุ หนักให้ไต กรองเพิ่มภาระให้ไตครับถ้ามีอาการบวม น้ำก็ทานวันละแก้ว แทนน้ำที่ต้องดื่ม ในแต่ละวันได้ครับ

ติดตาม จินตะวัน เฮิร์บ ติดตามเราได้ที่ line: @jintawan
https://line.me/R/ti/p/%40jintawan
Facebook page: https://www.facebook.com/JINTAWANHERB/
โทรศัพท์ 096-678-9911/ 096-693-9944 / 088-251-9641  

การทำงานของร่างกาย

ระบบการทำงานของร่างกายการทำงานของร่างกายตามแนวทางแพทย์แผนไทย

          ตามทฤษฎีการแพทย์ไทย กล่าวว่า คนเราเกิดมาในร่างกายประกอบด้วยธาตุทั้งสี่ ดิน น้ำ ลม ไฟ ซึ่งในแต่ละคนจะมีธาตุหลักเป็นธาตุประจำตัว เรียกว่า “ธาตุเจ้าเรือน” ซึ่งธาตุเจ้าเรือนนี้มี 2 ลักษณะ คือ ธาตุเจ้าเรือนเกิด ซึ่งจะเป็นไปตาม วันเดือนปีเกิด และธาตุเจ้าเรือนปัจจุบัน ที่พิจารณาจากบุคลิกลักษณะ อุปนิสัยและภาวะด้านสุขภาพ

เมื่อร่างกายเราประกอบด้วยธาตุสี่ธาตุ คือ ดิน น้ำ ลม ไฟ ได้มารวมกันแล้ว ยังจะเกิดช่องว่างอยู่ระหว่างการรวมตัวของธาตุทั้งสี่นั่นคืออากาศธาตุ ซึ่งเป็นธาตุที่มีไม่มีความหนาแน่น (อากาศธาตุเป็นปลายทางของพลังงานเพราะไม่มีศักย์ใดๆ) มาดูกันครับว่าแต่ละธาตุทำหน้าที่อะไรกันบ้าง

          ธาตุดิน (สมุนไพรประจำกำลังธาตุคือผลดีปลี) คือ องค์ประกอบของสิ่งมีชีวิตที่มีลักษณะมีความคงรูป เช่น อวัยวะต่าง ๆ ธาตุดิน มี 20 ประการ ได้แก่ ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง เนื้อ เส้นเอ็น กระดูก เนื้อเยื่อในกระดูก ม้าม หัวใจ ตับ พังพืด ไต ปอด ไส้ใหญ่ ไส้น้อย เยื่อในสมอง อาหารใหม่ อาหารเก่า (อาหารใหม่คือลมหายใจและสารอาหาร หมายถึงสิ่งที่ร่างกายมนุษย์จำเป็นต้องใช้ ต้องได้รับ ตั้งแต่อยู่ในท้องแม่จนคลอดออกมา เพื่อการมีชีวิตอยู่ อาหารเก่าหมายถึงอาหารใหม่ที่ถูกย่อยและจำแนกว่าเป็นของไม่มีประโยชน์แล้ว หรือ เป็นสารพิษเพื่อทำการทำลายและขับถ่ายต่อไป) ดินจะคงอยู่ ให้พลังงาน ไฟ และ ลม ผลักดันผ่านตัวกลางคือ น้ำ เป็นตัวนำพาไปสู่ขบวนการทำงานของระบบต่างๆในร่างกายและการหมุนเวียนสิ่งที่ดีและไม่ดีเข้าออกร่างกาย เพื่อนำไปสู่การมีชีวิตอยู่อย่างปกติสุข

          ธาตุน้ำ(สมุนไพรประจำกำลังธาตุคือรากช้าพลู) คือองค์ประกอบของสิ่งมีชีวิตที่มีลักษณะเป็นน้ำ เป็นของเหลว มีคุณสมบัติ ไหลไปไหลมา ซึมซับไปในร่างกาย อาศัยธาตุดินเพื่อการคงอยู่ อาศัยธาตุลมเพื่อการเลื่อนไหล ธาตุน้ำภายในมี 12 ประการ ได้แก่ น้ำดี เสลด น้ำหนอง น้ำเลือด น้ำเหงื่อ มันข้น น้ำตา มันเหลว น้ำลาย น้ำมูก น้ำไขข้อ น้ำปัสสาวะ (ระบบไหลเวียนต่างๆในร่างกาย)

          ธาตุลม(สมุนไพรประจำกำลังธาตุคือเถาสะค้าน) คือองค์ประกอบของสิ่งมีชีวิตที่มีความเบา มีลักษณะเคลื่อนไหวได้ ธาตุลมอาศัยธาตุไฟและธาตุน้ำ เป็นเครื่องนำพาพลังให้เกิดความเคลื่อนไหว ขณะเดียวกันธาตุลม ก็ช่วยพยุงธาตุดิน ทำให้เคลื่อนไหวไปมาได้ (ระบบควบคุมหรือระบบประสาท) เช่น การยืน เดิน นั่ง นอน ธาตุลมมี 6 ประการ(แบ่งเป็นลมละเอียดที่ใช้ควบคุมและลมหยาบที่เกิดขึ้นจากระบบหายใจหรือลมในลำไส้)

    •      ลมพัดจากเบื้อล่างสู่เบื้องบน (อุทธังคมาวาตา) รับรู้ความรู้สึกส่งไปยังสมอง
    •      ลมพัดจากเบื้องบนสู่เบื้องล่าง (อโธคมาวาตา) สมองรับความรู้สึกและสั่งการ
    •      ลมพัดอยู่ในท้องนอกลำไส้ (กุจฉิสยาวาตา) ลมที่ใช้บีบรัดผนังท่อลำไส้ ลำเลียงอาหารใหม่-เก่า และท่อกรวยไตบีบรินน้ำเสียไปยัง กระเพาะปัสสาวะ
  •      ลมพัดในกระเพราะอาหารและลำไส้ (โกฎฐาสยาวาตา) ลมที่เกิดจากการย่อยอาหารไม่สมบูรณ์ เกิดของเสียในไส้
  •      ลมพัดทั่วร่างกาย (อังคะมังคานุสารีวาตา) ลมที่ไปสู่ทุกส่วนของร่างกาย
  •      ลมหายใจเข้าออก (อัสสาสะปัสสาสะวาตา) ลมที่รับเข้าทางหลอดลม(ลมเข้าคืออาหารใหม่เพื่อรับอ๊อกชิเจนO2)ออกทางหลอดลม(ลมออกคืออาหารเก่าเพื่อระบายคาร์บอนไดอ๊อกไซด์ CO2)

          ธาตุไฟ (สมุนไพรประจำกำลังธาตุคือรากเจตมูลเพลิง) คือ องค์ประกอบของสิ่งมีชีวิต มีลักษณะที่เป็นความร้อน มีคุณสมบัติ เผาผลาญให้แหลกสลาย ธาตุไฟทำให้ลมและน้ำในร่างกายเคลื่อนที่ด้วยพลังความร้อนอันพอเหมาะ ไฟทำให้ดินอุ่น คืออวัยวะต่างๆไม่เน่า ธาตุไฟมี 4 ประการคือ ไฟที่ทำให้ร่างกายอบอุ่น (สันตัปปัคคี) ปกติร่างกายอุณหภูมิ 37องศาเซลเซียส

  • ไฟที่ทำให้ระส่ำระสาย (ปริทัยหัคคี) ชื่อเรียกไฟที่มากมากเกินหรือน้อยเกิน อุณหภูมิแวดล้อมต่ำมากนี้ระบบลมอัตโนมัติ(ประสาท)จะสั่นกล้ามเนื้อ(เวลาหนาวเราจะตัวสั่น)ให้ร่างกายอุ่นขึ้น ตรงข้ามหากอุณหภูมิร่างกายสูงเช่นขณะตอนเล่นกีฬาออกกำลังกายไฟมากเกินอุณหภูมิร่างกายสูง ระบบลม อัตโนมัติ (ประสาท)จะระบายความร้อนด้วยน้ำเหงื่อ ผ่านรูขมขน
  • ไฟที่ทำให้ร่างกายเหี่ยวแห้งทรุดโทรม (ชิรณัคคี) หากอยู่ในวัยเด็กไฟนี้จะทำให้เรากลายเป็นหนุ่มสาว
  • ไฟย่อยอาหาร (ปริณามัคคี) ที่ตั้งอยู่ที่ตับ ไปทำงานที่ กระเพาะ ลำไส้

          ธาตุอากาศ(สมุนไพรประจำกำลังธาตุคือเหง้าขิง) คือช่องว่างของการรวมกันของธาตุต่างๆ ที่มีขนาดใหญ่สุดที่เรามองเห็นได้ สำหรับผู้ชาย ก็คือ ทวารทั้ง 9 สำหรับผู้หญิง ก็คือ ทวารทั้ง 10 นั้นเอง

การมี พลังงานใดมากเกินไป เราจะเรียกว่า กำเริบ และ พลังงานใด น้อยเกินไปจะเรียกว่า หย่อน ก็จะแสดงอาการต่างๆหากปล่อยให้ดำเนินไปไม่แก้ไขปรับเปลี่ยนรักษา ให้เกิดสมดุลธาตุ ในที่สุดก็จะป่วยเป็นโรคต่างๆถึงตรงนี้เราเรียกว่า พิการ และโรคกระทำต่อธาตุดินแต่ส่วนใดพิการ ก็ได้ชื่อโรค ตามแต่ตำราหรือคัมภีร์ ได้สมมุติชื่อขึ้น

การรักษาสุขภาพร่างกายให้สมดุลขณะที่ร่างกายเข้าสู่วัยเสื่อมถอย นั้นทำได้ดังนี้

1) กินอาหารหลากหลายกินสมดุลลดส่วนเกินที่จะเป็นโทษต่อร่างกาย (เสริมธาตุดินให้แข็งแรง)
2) เพิ่มทานผัก ผลไม้เพื่อช่วยย่อยได้ง่ายและขับถ่ายของเสียออกตามทวาร(อากาศธาตุช่องว่างของร่างกาย)ได้ดีขึ้น
3) ลดอาหารหวานมันเค็มเพื่อลดภาระการทำงานของไฟธาตุ ตับและไต(ตับที่ตั้งของธาตุไฟที่ใหญ่ที่สุด) ที่อ่อนกำลังตามอายุที่มากขึ้น
4) ออกกำลังกายให้สม่ำเสมอให้เหมาะกับวัยเพื่อให้หัวใจแข็งแรงกระตุ้นการไหลเวียนเลือดและน้ำเหลือง เสมหะ(ให้ธาตุลมผลักดันธาตุน้ำลื่นไหลไปส่งสารอาหารทั่วร่างกายและน้ำเหลืองไปกำจัดเชื้อโรค)ไหลเวียนดี
5) ทำใจคิดบวกเพื่อลดความเครียดและลดการทำงานของหัวใจ ให้ควบคุมหทัยวาตะ (ฝึกระบบควบคุมของร่างกาย ธาตุลม) ทำงานอย่างปกติ
6) พักผ่อนให้เพียงพอนอนก่อนสี่ทุ่มให้ร่างกายได้ซ่อมแซม และเวลาพักผ่อนคือเวลาให้ร่างการได้พื้นและกระตุ้นขบวนกาทำงานระบบต่างๆของร่างกาย

ทั้งหมดเพื่อให้ ปิตตะ(ไฟ) วาตะ(ลม) เสมหะ(น้ำ) ทำอยู่ร่วมกัน ควบคุมกัน ส่งเสริมกัน ทำงานไปด้วยกันได้ดี ตามธรรมชาติ เพื่อชะลอความเสื่อมของร่างกายและลดโรคในกลุ่ม NCD (Non Communicable Diseases) โรคความดันสูง โรคเบาหวาน เส้นเลือดอุดตัน หัวใจขาดเลือดและ โรคอ้วน

เรียบเรียงและแปลความโดย นายณัฐวัทส์ บ่างศรีวงษ์
อ้างอิงข้อมูลบางส่วนจากหนังสือ ตำราแพทย์แผนโบราณสาขาเวชกรรม โดย กองการประกอบโรคศิลปะกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ
#จินตะวัน ขอให้มีสุขภาพแข็งแรงมีความสุขทั่วหน้าครับ
สอบถามเพิ่มเติมได้เรื่อง ธาตุเจ้าเรือนของท่านที่ได้ติดตัวมาแต่เกิด เทียบกับสมดุลธาตุปัจจุบันของท่านเพื่อวิเคราะห์จุดอ่อนสุขภาพได้โดย

ติดตาม จินตะวัน เฮิร์บ ติดตามเราได้ที่ line: @jintawan
https://line.me/R/ti/p/%40jintawan
Facebook page: https://www.facebook.com/JINTAWANHERB/
โทรศัพท์ 096-678-9911/ 096-693-9944 / 088-251-9641